ทำไมความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานจึงสำคัญต่อธุรกิจ

สภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมที่ดีในที่ทำงาน เป็นความใฝ่ฝันของคนทำงานทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานไหน การได้ทำงานในสถานที่ที่เอื้ออำนวยต่อสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ เป็นเรื่องที่พนักงานทุกคนคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ๆ ของการเลือกสถานที่ทำงาน ดังนั้น เจ้าของธุรกิจจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่ดีในที่ทำงาน ถึงแม้ว่า หลายคนจะมีมุมมองที่แตกต่างกันกับ คำว่า “ดี” แต่การพัฒนาสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้ดีขึ้น ต้องเกี่ยวข้องกับสุขภาพทางอารมณ์ สุขภาพกาย และความรู้สึกโดยรวมของการทำงานร่วมกัน รวมไปถึงความสุขที่มาจากการทำงานในอาชีพที่ตอบสนองสิ่งเหล่านี้ 

การให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานจะให้ผลตอบแทนอย่างหลาย แต่สิ่งที่สำคัญคือ คุณต้องมีแผนในการส่งเสริมและสนับสนุนพนักงานของคุณในหลาย ๆ ด้าน นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องจดจำว่าพวกเขาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ต่อไปนี้คือเหตุผลเพิ่มเติมว่าทำไมความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานของคุณ จึงมีความสำคัญและวิธีที่คุณจะสามารถสร้างขวัญกำลังใจในสำนักงานของคุณเอง

ทำไมความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานจึงมีความสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ

จากการสำรวจทั่วโลก พบว่ายิ่งพนักงานรู้สึกว่าได้รับการชื่นชมจากการทำงานมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกดีขึ้นในด้านอื่น ๆ ของชีวิตเช่น ด้านสุขภาพ และด้านความสัมพันธ์ เห็นได้ชัดว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างสถานที่ทำงานที่พวกเขารู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทำให้พวกเขามีความสุข และพนักงานที่มีความสุขมีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไรบ้าง 

พนักงานที่มีความสุข ทำงานได้ดีกว่า 

พนักงานที่มีสุขภาพกายและใจที่ดี มีแนวโน้มที่จะมุ่งมั่นกับงานของพวกเขา เนื่องจากพวกเขารู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนและชื่นชมจากนายจ้าง พวกเขาจึงเต็มใจที่จะทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยรู้ว่าพวกเขาจะได้รับรางวัล ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายและอารมณ์ที่ดี ก็จะพร้อมที่จะรับมือกับความกดดันจากลูกค้า และจบงานได้ดี สิ่งนี้ทำให้พวกเขาเป็นพนักงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นบวก

พนักงานที่มีสุขภาพดีลางานน้อยลง

เมื่อพนักงานต้องดิ้นรนกับปัญหาทางอารมณ์ หรือร่างกาย พวกเขาก็จะขอลาป่วยบ่อยขึ้น และถึงแม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในออฟฟิศ พวกเขาอาจไม่ได้ทำงานในระดับที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อคุณมุ่งเน้นที่จะรักษาสุขภาพของพนักงานให้แข็งแรงอยู่เสมอ พวกเขาก็จะลาป่วยน้อยลง และทำให้โปรเจคที่ทำงานร่วมกันเป็นทีม ไม่หนักอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่งในทีม แต่เดินหน้าได้อย่างเต็มที่  สิ่งนี้ช่วยให้คุณประหยัดเงินในระยะยาว แม้ว่าคุณอาจจะต้องใช้เครื่องมือบางอย่างสำหรับโปรแกรมสุขภาพที่มาพร้อมกับค่าใช้จ่าย

พนักงานที่มีความสุขจะอยู่นาน

การสนับสนุนสภาพแวดล้อมที่ดีในที่ทำงาน สร้างทีมงานที่มีความสุขมากขึ้น เมื่อเรามองโปรแกรมผลประโยชน์ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเกษียณอายุ, โบนัส, เงินเดือน หรือแม้กระทั่งการเลื่อนตำแหน่ง สิ่งเหล่านี้ ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้พนักงานอยู่กับบริษัทไปนาน ๆ พนักงานที่รู้สึกว่าผู้บังคับบัญชาของพวกเขาให้ความสำคัญกับพวกเขาอย่างแท้จริงในฐานะที่เป็นคนคนหนึ่งและไม่ใช่แค่ในฐานะลูกจ้าง พวกเขาก็จะมีแนวโน้มที่จะอยู่กับคุณนานกว่าที่จะลาออกทันที่ที่ได้ค่าตอบแทนที่อื่นที่สูงกว่า 

เคล็ดลับในการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน

เมื่อคุณเห็นความสำคัญของความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน คุณจำเป็นต้องวางแผนเพื่อส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ นี่คือเคล็ดลับเกี่ยวกับวิธีเพิ่มความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานของคุณและสร้างสถานที่ทำงานที่แข็งแกร่ง

ให้ข้อเสนอแนะรายบุคคล

คำติชมเป็นส่วนสำคัญของการทำงาน โดยการให้ข้อเสนอแนะทั้งในเชิงบวกและเชิงสร้างสรรค์ ผู้นำสามารถให้รางวัลตอบแทนผลงาน และในขณะเดียวกันสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานที่จำเป็นเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่า

หนึ่งในกุญแจสำคัญในการติชมกับพนักงาน คือ การยึดจากผลงานรายบุคคล คุณอาจต้องนำโปรแกรมบริหารฝ่ายบุคคลเข้ามาใช้ เพื่อที่จะสามารถเก็บรายละเอียดของพนักงานและสามารถจัดระเบียบไฟล์พนักงาน และเข้าถึงได้เมื่อจำเป็น

ให้ตัวเลือกที่ยืดหยุ่นได้

การอนุญาตให้พนักงานของคุณมีความยืดหยุ่นในการทำงาน เช่นทำงานจากที่บ้าน ทำงานจากไซต์งานอื่น หรือกำหนดเวลาทำงานเอง เป็นวิธีที่ดีในการช่วยให้พวกเขาสร้างสมดุลของชีวิตกับการทำงาน ที่จำเป็นต่อสุขภาพของพวกเขา พิจารณาใช้ระบบบริหารจัดการของพนักงาน เช่น การจัดการตารางเวลาระยะไกล และการจับเวลาด้วยไบโอเมตริกซ์เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน 

จดจำเหตุการณ์สำคัญ

เมื่อคุณจดจำเหตุการณ์สำคัญ หรือวันสำคัญของพนักงาน เช่น วันครบรอบการทำงาน, ปิดยอดขายได้ตามเป้า, วันเกิด หรือจบการฝึกอบรม คุณจะแสดงให้พนักงานของคุณเห็นว่า คุณใส่ใจพวกเขาในฐานะคนคนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การติดตามรายละเอียดเหล่านี้อาจเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะถ้าคุณมีคนหลายร้อยคนในทีมของคุณ ดังนั้น นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ซอฟต์แวร์ทรัพยากรบุคคลสามารถนำมาใช้งานได้อย่างดี เพราะคุณสามารถที่จะป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบและอัพเดทเป็นประจำ และทีม HR ของคุณจะได้รับการแจ้งเตือนเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น 

สถานที่ทำงานที่ดีนั้น ต้องจดจำและสนับสนุนการทำงานที่ดีของพนักงานแต่ละคน ให้ความสำคัญต่อทักษะและการทำงานที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในตำแหน่งงานอะไร และไม่เพียงแต่ธุรกิจที่ทำงานกันในสำนักงาน ลูกจ้างที่เป็นแรงงานเองก็ควรได้รับความสำคัญในการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในการทำงานด้วยเช่นกัน บริษัทนำเข้าแรงงานต่างด้าว MOU หลายแห่ง เล็งเห็นความสำคัญของความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงานและมีบทบาทสำคัญในการดูแลแรงงานที่นำเข้ามาให้กับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทจะได้รับผลตอบแทนสูงสุดจากพนักงานที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

8 แนวคิดง่าย ๆ สำหรับจัดการความเครียดในที่ทำงานและที่บ้าน

ทุกคนรู้ว่าความเครียดก่อให้เกิดผลร้ายทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ความผิดปกติและความวิตกกังวลเป็นความเจ็บป่วยทางจิตที่พบได้บ่อยที่สุดในหลาย ๆ ประเทศ ปัจจัยหลายอย่างทั้งส่วนตัวและสังคม มีส่วนร่วมที่ทำให้เกิดความเครียด โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากจะรับมือ

นักจิตวิทยาและที่ปรึกษาด้านสุขภาพกล่าวว่าการจัดการความเครียดควรเป็นรากฐานที่สำคัญของชีวิตที่วุ่นวายในปัจจุบันของเรา เคล็ดลับแปดข้อนี้เป็นประโยชน์ที่สุดที่จะทำให้มีสุขภาพจิตใจที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์ และช่วยสร้างสมดุลต่อการทำงานและชีวิต

1. ระบุความเครียดของคุณและควบคุมมัน

ความเครียดส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากภายนอก โดยอ้างอิงจากจูดิธ เบลมอนต์ นักจิตอายุรเวท นักจิตวิทยาด้านสุขภาพจิต เธอบอกว่า “มันเป็นทัศนคติและการรับรู้ของเรา ที่จะกำหนดว่าความเครียดมีผลต่อเราอย่างไร”

จากมุมมองนี้ความเครียดเป็นผลมาจากการตีความสถานการณ์ที่เกิดขึ้นของเราเอง ดังนั้นแม้ว่าคุณจะไม่สามารถกำจัดความเครียดทั้งหมดของคุณออกไปได้ แต่สิ่งที่คุณสามารถควบคุมได้ คือ การกำหนดเวลาทำงาน การเงิน การจัดการกับงานต่าง ๆ คุณสามารถควบคุมระดับความเครียดของคุณได้หากคุณรู้จักที่จะควบคุมสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำได้ บางทีวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมความเครียดที่มาจากภายใน คือการทำสมาธิ

2. นั่งสมาธิ

การใช้เวลาสักครู่เพื่อทำสมาธิทุกวัน จะช่วยลดความเครียดและเพิ่มความเป็นอยู่ที่ดี ดร. แคธลีน ฮอลล์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ The Mindful Living Network & The Stress Institute กล่าว การศึกษาที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นถึงประโยชน์ของการนั่งสมาธิ และการฝึกฝนดังกล่าวพบว่าช่วยทำให้ทำจิตใจปลอดโปร่งและปล่อยวางได้มากขึ้น 

3. ปรับวิธีคิด เรื่องความเครียดของคุณใหม่

ถ้าเราเปรียบความเครียดเสมือนกับสายของเครื่องดนตรี: สายที่ตึงเกินไปมักจะขาดได้ง่าย ถ้าสายหย่อน เครื่องดนตรีก็จะไม่มีประสิทธิภาพ ได้เสียงที่ไม่ไพเราะ

บ่อยครั้งที่เราคิดถึงความเครียดในแง่ลบ และเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง แต่บางครั้งเราต้องการความเครียดเพื่อให้ประสบความสำเร็จทั้งในด้านชีวิตส่วนตัวและในอาชีพ ความเครียดสามารถให้แรงจูงใจ และพลังงานแก่เรา แต่แน่ล่ะ ความเครียดจะทำร้ายเราก็ต่อเมื่อมันอยู่เหนือการควบคุม

4. ออกกำลังกาย

นอกจากการฝึกจิตแล้ว การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีที่ได้รับการทดสอบแล้วว่า ช่วยลดความเครียดได้ดีทีเดียว หากคุณไม่สามารถตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปวิ่งหรือไปเดินเล่นตอนเช้า การเดิน 20 นาทีในช่วงกลางวันจะช่วยให้คุณควบคุมจิตใจและร่างกายได้ดีขึ้น

การจดจำท่าโยคะเพื่อฝึกฝนด้วยตนเอง การร่วมกิจกรรมกับครอบครัว เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับการออกกำลังกายหากคุณไม่มีเวลามากพอที่ออกกำลังกายหนัก ๆ 

5. คิดบวก

เริ่มต้นวันด้วยการเขียนหนึ่งความตั้งใจในเชิงบวก ลองนึกถึงการกระทำ หรือสิ่งที่จะช่วยให้คุณพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นมา 1 ข้อ แล้วทำมันซะ  เช่น ฉันจะพยายามชมเพื่อนร่วมงานให้มากขึ้น หรือฉันจะออกความคิดเห็นในที่ประชุมอย่างน้อยสองข้อ ถึงแม้ว่ามันจะฟังดูไม่เข้าท่า การเอาตัวเองออกมาจากความกลัว จะช่วยให้คุณกล้าที่จะทำมันมากขึ้น 

6. ส่งเสริมตารางเวลาที่ดีต่อสุขภาพในที่ทำงาน

นายจ้างควรมีความรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจในลักษณะที่สนับสนุนทั้งสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน ดร. เกร็ก มาร์คัส ครูฝึกและผู้สอนการสร้างสมดุลชีวิตกล่าว มาร์คัสอ้างว่า Henry Ford ก่อตั้งการทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง โดยพบว่าเขาสามารถสร้างรถยนต์ได้มากเท่ากันระหว่างห้าวันทำงานกับหกวันทำงาน เพราะคนทำผิดพลาดน้อยลงเมื่อทำงานเพียง 40 ชั่วโมง

เราทุกคนรู้ดีว่าการค้นหาข้อผิดพลาดและแก้ไขมัน ต้องใช้เวลานานกว่าการทำให้ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรกดังนั้นนโยบายของบริษัท ควรช่วยสนับสนุนการพักผ่อนที่เพียงพอทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อให้พนักงาน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

7. รู้จักถอดปลั๊ก

เราทุกคนมุ่งมั่นเพื่อพัฒนาชีวิตการทำงานของเราอยู่เสมอ ถึงอย่างไรก็ตาม เราต้องรู้จักเวลาที่จะเลิก ถอดปลั๊กอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ ในระหว่างเวลาอาหารค่ำกับครอบครัว ทิ้งแท็บเล็ตของคุณไว้ในห้องอื่น และไม่เช็คอีเมลหรือข้อความหลัง 21.00 น. การทำอะไรง่าย ๆ เหล่านี้ จะช่วยลดความเครียดที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในเวลาส่วนตัว

8. ใส่ใจในการกิน

โดยทั่วไปเราไม่ได้เชื่อมโยงอาหารกับระดับความเครียด อย่างไรก็ตาม เราสามารถช่วยจัดการกับความเครียดภายใน โดยการบริโภคอาหารของเรา การรับประทานอาหารเช้า จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญของร่างกาย ช่วยลดน้ำหนักและช่วยให้อารมณ์ไม่แปรปรวน นอกจากนี้ อาหารเสริมบางชนิด เช่น โอเมก้า 3 ยังช่วยลดความวิตกกังวล ความเครียด และภาวะซึมเศร้า, วิตามินบี 6 ช่วยเพิ่มเซโรโทนิน ซึ่งรักษาและควบคุมอารมณ์ให้สงบ อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง คืออาหารที่มีสารกระตุ้น ที่เพิ่มความเครียดและความวิตกกังวลของคุณ เช่น เครื่องดื่มบำรุงกำลัง, กาแฟ, น้ำตาล, และแอลกอฮอล์ที่มากเกินไป

ไม่ว่าคุณจะทำงานในสายงานอะไร แน่นอนว่าทุกอาชีพ ทุกการทำงานจะมีความเครียดอยู่ด้วยเสมอ เพราะความเครียดคือสิ่งที่เกิดขึ้นจากภายใน การรู้จักจัดระเบียบชีวิตให้ดีขึ้น จะช่วยควบคุมและรับมือกับความเครียดได้ในระดับหนึ่ง การนั่งสมาธิและเปลี่ยนแง่คิดเรื่องความเครียด จะช่วยให้เรื่องที่คุณคิดว่าหนัก กลับกลายเป็นเบา การดูแลสุขภาพและรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์จะช่วยเสริมสร้างร่างกายที่แข็งแรงและช่วยปรับสมดุลทางด้านอารมณ์ แน่นอนว่า ไม่มีใครในโลกที่จะสามารถกำจัดความเครียดของตัวเองออกไปได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยถ้าเรารู้จัก Work life balance สิ่งนี้จะช่วยให้คุณมีความสุขกับชีวิตและการทำงานมากขึ้น