พ่อแม่ต้องรู้ วิธีการแก้ปัญหาเด็กไม่ยอมทำการบ้าน

เป็นธรรมดาที่ “การบ้าน” จะเป็นไม้เบื่อไม้เมาของนักเรียนทั้งหลาย โดยเฉพาะในช่วงที่เด็ก ๆ ต้องเรียนออนไลน์ด้วยแล้วนั้น การบ้านคือสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความสุขความสนุกอย่างแท้จริง หลายคนมองการบ้านเป็นภาระที่น่าเบื่อหน่าย เป็นอุปสรรคขวางกั้นเวลาเล่นสนุกหรือทำอย่างอื่นที่ตัวเองชอบ ดังนั้นกว่าจะกล้ำกลืนฝืนทนทำการบ้านเสร็จกันในแต่ละวันก็เล่นเอาคุณพ่อคุณแม่ปวดหัวกันเสียยกใหญ่

และนี่คือโจทย์ใหญ่โจทย์สำคัญสำหรับคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองทุกบ้าน…เมื่อลูกไม่ชอบทำการบ้านแล้วจะทำอย่างไรดี ลองมาแก้ไขปัญหานี้ไปพร้อม ๆ กัน เริ่มจากมาดูกันว่าสาเหตุที่เด็ก ๆ ไม่ชอบทำการบ้านนั้นมีอะไรบ้าง ไปจนถึงวิธีการแก้ไขปัญหากันดีกว่า

สาเหตุที่ทำให้เด็ก ๆ ไม่ชอบทำการบ้าน 

การที่จะแก้ไขปัญหาให้ได้ตรงจุด คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองควรทราบกันเสียก่อนว่าอะไรกันนะ คือต้นเหตุที่ทำให้เด็กน้อยประจำบ้าน “ไม่ชอบ” การทำการบ้าน

  • การบ้านยาก ไม่เข้าใจบทเรียน
    เด็ก ๆ หลายคนมีปัญหาไม่เข้าใจบทเรียนซึ่งนำมาสู่การทำการบ้านไม่ได้ หรือบางคนอาจเข้าใจบทเรียนแต่ไม่เข้าใจโจทย์ที่การบ้านให้ทำ ดังนั้นก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะหาหนทางแก้ไขปัญหา จึงควรเข้าใจเสียก่อนว่าลูกของคุณแท้จริงแล้วไม่ชอบทำการบ้านหรือมีปัญหาเรื่องไม่เข้าใจบทเรียนกันแน่
  • เหนื่อยล้า
    เมื่อเหนื่อยล้าจากการร่ำเรียนมาทั้งวันก็เป็นธรรมดาที่เด็ก ๆ จะไม่อยากเรียนหรือต้องการทำการบ้านเพิ่มเติม
  • ขาดแรงจูงใจ
    นอกจากการบ้านจะไม่ใช่กิจกรรมที่สนุก เด็ก ๆ หลายคนอาจมีความรู้สึกต่อต้านเพราะยังไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงจำเป็นจะต้องทำการบ้าน 
  • ขี้เกียจทำการบ้าน
    เด็ก ๆ หลายคนไม่ยอมทำการบ้านเพราะขี้เกียจทำการบ้าน ซึ่งอาจมีต้นเหตุมาจากเป็นคนรักสบายหรือติดสบายมากเกินไป คุณพ่อคุณแม่อาจพิจารณาดูเสียหน่อยว่าลูกน้อยถูกตามใจมากไปจนติดสบายเกินไปหรือเปล่า 

วิธีการแก้ปัญหาลูกไม่ชอบทำการบ้าน 

เมื่อพอเข้าใจต้นเหตุของปัญหาเด็กไม่ชอบทำการบ้านกันไปแล้ว ต่อมาก็เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหา ซึ่งวิธีแก้ไขปัญหานั้นก็มีอยู่หลากหลายวิธี ทั้งการหล่อหลอมความคิดให้ลูกมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการทำการบ้าน รวมไปถึงการค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมและสร้างบรรยากาศน่าทำการบ้านหรือศึกษาเล่าเรียนให้มากขึ้น ซึ่งคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองสามารถลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้กันดูได้ 

  • สร้างบรรยากาศสงบสำหรับใช้เป็นพื้นที่ทำการบ้าน
    ภายในบ้านควรมีมุมใดมุมหนึ่งของบ้านจัดเป็นพื้นที่สำหรับให้ลูกทำการบ้านและศึกษาทบทวนบทเรียน มุมดังกล่าวควรเงียบและสงบเพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีสมาธิทำการบ้านหรือทบทวนบทเรียนได้เต็มที่โดยควรปราศจากสิ่งล่อตาล่อใจอื่น ๆ เข้ารบกวน 
  • จัดสรรเวลาทำการบ้าน
    คุณพ่อคุณแม่ควรกำหนดช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในแต่ละวันเป็นเวลาสำหรับการทำการบ้านไว้โดยเฉพาะ เมื่อลูกได้ใช้เวลาดังกล่าวสำหรับทำการบ้านในทุก ๆ วัน เด็ก ๆ ก็จะค่อย ๆ คุ้นชินและเห็นการทำการบ้านเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันที่ตนเองคุ้นเคย หลาย ๆ บ้านอาจเลือกมีการตั้ง “กติกา” เกี่ยวกับการทำการบ้านไว้โดยเฉพาะ เช่น ตั้งกติกาว่าหากทำการบ้านเสร็จ จะให้ลูกมีเวลาดูทีวี หรือเล่นเกมส์ แต่หากไม่ทำการบ้านให้เสร็จเรียบร้อยจะมีบทลงโทษบางอย่างตามมา
  • คุณพ่อคุณแม่ช่วยสนับสนุน
    หากต้องให้นั่งทำการบ้านอยู่คนเดียว ทั้งยาก ทั้งน่าเบื่อ ร้อยทั้งร้อยก็คงไม่มีใครอยากทำการบ้าน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรสนับสนุนลูกน้อยในการทำการบ้านบ่อย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องถึงขั้นลงมือทำการบ้านให้ลูกแต่เพียงแสดงความมีส่วนร่วม เช่น การถามไถ่ว่าวันนี้ลูกมีการบ้านอะไร คุณครูให้หนูทำอะไร หรือพร้อมเข้าช่วยเหลือทุกครั้งที่ลูกน้อยไม่เข้าใจบทเรียน วิธีนี้สามารถทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดลูกน้อยและเข้าใจว่าต้นเหตุของปัญหาการไม่ชอบทำการบ้านคืออะไร ซึ่งหากพบว่าลูกมีปัญหาไม่เข้าใจบทเรียนหรือไม่เข้าใจโจทย์การบ้าน คุณพ่อคุณแม่ที่สแตนบายอยู่ใกล้ ๆ ก็สามารถคอยช่วยอธิบายให้เด็ก ๆ เข้าใจบทเรียนได้ทันที นอกจากนี้การมีพ่อแม่อยู่ใกล้ ๆ ก็ช่วยให้ความรู้สึกสบายใจมากขึ้นแก่ลูกได้
  • เอ่ยคำชมและให้รางวัล
    หลังลูกน้อยทำการบ้านเสร็จ คุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมคำชมหรือรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ เอาไว้ให้ลูก การเอ่ยคำชมหรือให้รางวัลจะช่วยเปลี่ยนทัศนคติที่ไม่ดีต่อการบ้านให้ดีขึ้น 
  • หล่อหลอมให้ลูกทราบถึงความสำคัญของการบ้าน
    หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เด็ก ๆ ต้องทำการบ้านแท้จริงแล้วไม่ใช่เพื่อให้เข้าใจบทเรียนมากขึ้นแต่อย่างใด แต่บทบาทของการบ้านคือการสั่งสอนให้เด็ก ๆ เรียนรู้ความรับผิดชอบและรู้จักทำหน้าที่ของตนเอง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรอธิบายเรื่องความสำคัญของ “ความรับผิดชอบต่อหน้าที่” ให้ลูก ๆ ได้เข้าใจ อาจยกตัวอย่างการทำงานของตนเอง เมื่อใดที่คุณพ่อคุณแม่มีงานมาทำที่บ้าน หรือเมื่อต้องทำงานบ้าน ก็สามารถอธิบายต่อลูกน้อยได้ว่านี่ก็คือการบ้านของพ่อแม่ที่คุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องทำ
  • ให้ลูกได้พักผ่อนก่อนเริ่มลงมือทำการบ้าน
    เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเครียดหรือเหนื่อยล้า ภายหลังจากการกลับจากโรงเรียนหรือเสร็จสิ้นคาบเรียนออนไลน์ คุณพ่อคุณแม่ควรให้โอกาสเด็ก ๆ ได้พักผ่อนก่อนเริ่มให้น้องลงมือทำการบ้านทันที อาจให้เวลาลูกได้หลับพักผ่อน ออกไปวิ่งเล่นยืดเส้นยืดสาย หรือทานอาหารเย็นก่อนการทำการบ้าน 

เรียนออนไลน์ สายตาจึงสำคัญ: รู้จักวิธีถนอมสายตาช่วงเรียนออนไลน์

เพราะ “ปัญหาสายตา” ที่อาจเกิดจากการใช้งานสื่อออนไลน์มากกว่าปกติในช่วงเรียนออนไลน์อยู่บ้านนั้นมิได้มีแค่ปัญหาสายตาสั้นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงภาวะปวดกระบอกตา โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม ภาวะตาล้า จอประสาทตาเสื่อม ตาพร่ามัว และอาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลียได้อีกด้วย ในปัจจุบันปัญหาเรื่องสายตาของเด็กๆ จึงได้ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันมากขึ้น เพราะเราไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไปว่านี่คือเรื่องเล็กที่มองข้ามได้ 

เพื่อช่วยเหลือคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง ให้สามารถดูแลน้อง ๆ ได้อย่างถูกต้องวิธีและเลือกใช้วิธีการถนอมสายตาของลูกหลานเยาวชนได้อย่างถูกต้อง ในช่วงที่จำเป็นต้องเรียนออนไลน์อย่างในขณะนี้ บทความในวันนี้เรามีวิธีการถนอมสายตาที่พ่อแม่ต้องรู้มาฝากคุณ

1- เลี่ยงการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
หากเป็นไปได้ ก็ไม่ควรให้เด็กๆ จ้องหรือเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานแม้ยามเรียนออนไลน์ หากสามารถมองสื่อชนิดอื่นทดแทน เช่นหนังสือ หรือรูปภาพแทนได้ ก็ควรให้น้อง ๆ นักเรียนได้มองหนังสือหรือรูปภาพแทนหน้าจอคอมพิวเตอร์ 

2-พักสายตาระหว่างคาบเรียนด้วยกฎ 20–20–20
หนึ่งในกฎสำคัญสำหรับการเรียนออนไลน์คือ “กฎ 20–20–20” ซึ่งหมายถึงทุกๆ การใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นเวลา 20 ให้จัดแบ่งเวลาให้น้องๆ นักเรียนได้มีโอกาสพักสายตา ในช่วงเวลาที่พักก็ไม่ควรใช้สายตาเพื่อทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น เล่นเกมส์ หรือเล่นโทรศัพท์มือถือ แต่ควรมองออกไปที่โล่งๆ มองต้นไม้ หรือใช้เวลาพักทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ขยับตัวยืดเส้นยืดสาย อย่างไรก็ดี หากยังไม่สามารถพักเรียนได้ทันทีเมื่อครบเวลาการใช้คอมพิวเตอร์ 20 นาทีเพราะยังไม่หมดคาบ คุณพ่อคุณแม่สามารถแนะนำน้องให้ละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ชั่วครู่หนึ่งโดยมองไปที่ไกลๆ ในระยะ 20เมตรเป็นเวลา 20 วินาที ก่อนหันกลับมามองหน้าจอต่อได้ 

3-จัดสภาพแวดล้อมกันเรียนให้เหมาะสม
แสงสว่างในบริเวณที่เด็กนักเรียนใช้เรียนออนไลน์ก็มีบทบาทสำคัญในการถนอมสายตาของผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ หน้าจอแท็บเล็ตหรือแสงสว่างโดยรอบ ควรนั่งเรียนในที่ที่มีแสงสว่างเหมาะสม หรือปรับแสงให้รู้สึกสบายตา ไม่มืดหรือสว่างจ้าจนเกินไป

4-ระยะห่างระหว่างสายตาและหน้าจอเหมาะสม
ระยะห่างระหว่างดวงตาและหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แนะนำคือควรห่างที่ระยะ 45–50 ซม. ซึ่งถือเป็นระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจนเกินไป ช่วยให้เรียนได้สะดวก และมองหน้าจอได้อย่างสบาย 

5-บริหารดวงตาด้วยการกระพริบตาถี่ๆ
ในระหว่างวันควรบริหารดวงตาด้วยวิธีการกระพริบตาถี่ ๆ โดยผู้ปกครองควรสอนน้อง ๆ นักเรียนให้กระพริบตาบ่อย ๆ แล้วหลับตาพักครู่หนึ่ง (นับเลขในใจให้ได้ 1–5) เพราะการใช้งานดวงตาติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอาจทำให้มีปัญหาตาแห้ง ระคายเคือง 

6-น้ำตาเทียมช่วยได้
ปัญหาตาแห้งที่เกิดจากการใช้งานสายตาเป็นระยะเวลานาน จะเป็นต้นเหตุของการระคายเคืองตา อาการคันตา รวมไปถึงตาแดงและพร่ามัว จึงควรดูแลดวงตาไม่ให้แห้งเหือด คุณสามารถจัดหาน้ำตาเทียมให้เด็กๆ ได้ใช้ในระหว่างเรียนออนไลน์เพื่อหล่อเลี้ยงน้ำบริเวณดวงตาให้มีอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ ไม่ควรนั่งเรียนในทิศทางที่ลมจากพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศจะพัดเข้าสู่ดวงตาได้โดยตรง เพราะนอกจากจะเร่งให้ตาแห้ง ยังอาจทำให้ป่วยได้อีกด้วย 

7–ติดตั้งแผ่นกรองแสง หรือใส่แว่นกรองแสง
แสงจ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอแท็บเล็ตนั้นอันตรายต่อที่คิด โดยเฉพาะปัญหา “แสงสีฟ้า” ที่จะทำให้ดวงตาสร้างสารพิษขึ้นในเซลล์รับแสง จนเกิดอาการจอประสาทตาเสื่อมได้เร็วก่อนวัยอันควร คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองจึงควรติดตั้งแผ่นกรองแสง หรือให้ลูกน้อยได้สวมแว่นกรองแสงตลอดระยะเวลาที่ใช้งานคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ต เพื่อลดความเสี่ยงจากแสงสีฟ้าที่อาจส่องมาทำร้ายดวงตา

8-รับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา
นอกจากการดูแลสายตาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึงเลือกใช้อุปกรณ์ช่วยลดความเสี่ยงหรือความรุนแรงจากโรคดวงตาแล้วนั้น การบำรุงสายตาจากภายในร่างกายก็สำคัญเช่นกัน คุณพ่อคุณแม่ควรจัดเตรียมอาหารที่ช่วยบำรุงสุขภาพและที่มีส่วนช่วยดูแลสายตาแก่ลูกน้อย ซึ่งอาหารที่แพทย์แนะนำสำหรับน้อง ๆ ที่ใช้งานสายตาหนักก็ได้แก่ ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม อาทิ แครอท ฟักทอง ผักใบเขียว เช่น คะน้า ปวยเล้ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังควรให้ลูกได้ดื่มน้ำบ่อย ๆ เพื่อเสริมความชุ่มชื้นแก่ดวงตา

9-เสริมด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงสายตา
หากกลัวว่าเพียงแค่รับประทานผัก ผลไม้บางชนิด จะได้รับวิตามินที่มีส่วนช่วยดูแลดวงตาได้ไม่เพียงพอ คุณพ่อคุณแม่สามารถเสริมแร่ธาตุวิตามินจำเป็นให้แก่ลูกน้อยได้ด้วยการเลือกใช้อาหารเสริมบางชนิด โดยให้เลือกที่มีส่วนผสมของลูทีน บิลเบอร์รี่สกัด และเบต้าแคโรทีน ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถออกฤทธิ์ทำงานร่วมกันเพื่อบำรุงดวงตาอย่างครบถ้วนได้ 10- พบจักษุแพทย์
เมื่อคุณพ่อคุณแม่เริ่มเห็นว่าลูกเริ่มมีปัญหาจากการใช้ดวงตาก็สามารถพาลูกเข้าพบคุณหมอตาหรือจักษุแพทย์เพื่อตรวจดูอาการและตรวจสายตา นอกจากนี้ เด็กๆ ที่ใช้สายตามากในวัยเด็ก อาจมีปัญหาสายตาสั้น โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตว่าลูกกำลังมีปัญหาสายตาสั้นได้จากอาการปวดศีรษะซึ่งรักษาไม่หายด้วยวิธีอื่น หรือมักหยีตาเวลามองสิ่งของต่างๆ ซึ่งควรพาลูกเข้าพบแพทย์เพื่อวัดสายตาและรับคำแนะนำเพิ่มเติมโดยทัน

วิธีดูแลลูกน้อย เพื่อการเรียนออนไลน์จากบ้านให้ได้ผล

ด้วยผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ทุก ๆ คนต่างล้วนต้องปรับตัว หลาย ๆ คนต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน คนมากมายต้องปรับรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน สำหรับเด็ก ๆ นักเรียนนักศึกษาเองก็เช่นกัน จากที่เคยได้ไปโรงเรียน เรียนหนังสือทำกิจกรรม
มาวันนี้น้อง ๆ ส่วนใหญ่ต้องหันมาพึ่งพาเทคโนโลยี เรียนออนไลน์จากบ้านแทนการไปโรงเรียน 

เมื่อลูกน้อยต้องเรียนหนังสือกันจากที่บ้าน “ผู้ปกครอง” จึงได้กลายมาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการช่วยส่งเสริมการเรียนของลูกให้สัมฤทธิ์ผล 

แต่จะทำอย่างไรกันนะให้เด็ก ๆ เรียนหนังสือออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่?.. บทความในวันนี้เรามีวิธีดูแลลูกน้อยช่วงเรียนหนังสือออนไลน์มาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกบ้านกัน

1- จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการเรียน

เพราะสภาพแวดล้อมมีบทบาทสำคัญในการใช้ชีวิตประจำวัน สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยย่อมช่วยให้เราทำกิจกรรมทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งเป็นเรื่องการเรียนที่ต้องใช้สมาธิ ความอดทนอย่างมากด้วยแล้วนั้น ปัจจัยรอบตัว เช่น บรรดาอุปกรณ์ต่าง ๆ และสิ่งแวดล้อมรอบตัวระหว่างเรียนจึงยิ่งมีความสำคัญ 

ในขั้นต้นให้คุณพ่อคุณแม่จัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการเรียนออนไลน์ของลูกให้พร้อม ตั้งแต่ระบบอินเตอร์เน็ต อุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ต จากนั้นควรจัดเตรียมมุมตั้งโต๊ะเก้าอี้ที่ใช้นั่งเรียนหนังสือให้พร้อม เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถให้น้องนั่งเรียนได้สบาย และต้องมั่นใจด้วยว่ารอบ ๆ โต๊ะเรียนจะไม่มีสิ่งรบกวนสมาธิ เช่น โทรศัพท์ เครื่องเล่นเกมส์ หรือทีวี  

2- จัดตารางเวลา

ในเวลาปกติเมื่อไปโรงเรียนน้อง ๆ จะมีตารางเรียนตารางสอน พร้อมคุณครูประจำชั้นที่โรงเรียนคอยทำหน้าที่กำหนดเวลาเรียน เวลาเล่นไว้ให้แล้วอย่างชัดเจน ตั้งแต่เวลาไปโรงเรียน เวลาเคารพธงชาติ เวลาเข้าคาบเรียนต่าง ๆ ไปจนถึงเวลากลับบ้าน 

แต่เมื่อต้องเรียนออนไลน์จากบ้าน หน้าที่จัดทำตารางเรียนกลายเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ เพื่อการเรียนและใช้ชีวิตช่วงเรียนออนไลน์ให้สัมฤทธิ์ผลให้คุณพ่อคุณแม่จัดตารางเวลาสำหรับลูกน้อยโดยไม่จำกัดเฉพาะเวลาการเรียน แต่รวมไปถึงตารางเวลาตลอดทั้งวัน ตั้งแต่การตื่น ทานอาหาร เรียน ทานของว่าง เล่น และออกกำลังกาย การมีตารางกำหนดไว้จะสามารถช่วยให้เด็ก ๆ ได้คุ้นชินกับการใช้ชีวิตประจำวันแบบเป็นกิจวัตร ช่วยลดความรู้สึกเครียด และให้น้องได้เรียนรู้เรื่องของระเบียบวินัยและเป็นวิธีง่าย ๆ เพื่อหล่อหลอมให้เด็ก ๆ ได้รู้จักการรับผิดชอบชีวิตของตนเอง

3-ใช้แผนผังความคิดช่วยสรุปเนื้อหาการเรียน

เป็นธรรมดาที่เด็ก ๆ อาจเสียสมาธิในระหว่างการเรียนออนไลน์ได้มากกว่าการเข้าห้องเรียนตามปกติ คุณพ่อคุณแม่หลายคนจึงอาจเจอปัญหาน้องเรียนไม่ทันเพื่อนหรือเรียนไม่เข้าใจจนทำให้เด็ก ๆ เกิดความเครียด ทั้งนี้ หากพ่อแม่เป็นกังวลอยากให้น้องเข้าใจบทเรียนได้มากขึ้น ก็สามารถช่วยลูกทบทวนเนื้อหาในแต่ละวันได้ วิธีง่าย ๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้ทบทวนการเรียนคือการทำ mind map หรือแผนผังความคิดแบบง่าย ๆ ให้ครอบคลุมบทเรียนโดยสรุปเพื่อให้น้องทำความเข้าใจเนื้อหา และสามารถนำมาใช้อ่านทบทวนก่อนการสอบได้อีกด้วย 

4-เน้นการออกกำลังกาย

หนึ่งในผลกระทบนอกเหนือจากการเรียนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงวิกฤตโควิด 19 คือปัญหาเรื่องสุขภาพของลูกน้อย เนื่องจากเด็กเล็ก ๆ อยู่ในวัยที่ควรได้ขยับเขยื้อนร่างกายผ่านการวิ่งเล่นและทำกิจกรรม เมื่อต้องกักตัวอยู่บ้าน น้อง ๆ หลายคนจึงเสียโอกาสในการวิ่งเล่นออกกำลังกายกับเพื่อน กับคุณครู เสียโอกาสในการเล่นกีฬาเรียนพละ ซึ่งย่อมส่งผลถึงสุขภาพและพัฒนาการของลูกอยู่ไม่น้อย

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรจัดแจงและสนับสนุนให้เด็ก ๆ ได้ออกกำลังกายในช่วงที่เรียนออนไลน์อยู่บ้านอย่างเต็มที่ โดยต้องแบ่งสรรเวลาให้มีการเล่นและพัฒนาทักษะด้านร่างกายอยู่ทุก ๆ วัน รวมไปถึงต้องเสียสละลงแรงตัวเองรับบทบาทแทนเพื่อน ๆ หรือคุณครูที่โรงเรียนเป็นเพื่อนเล่นกับลูกน้อย เช่น เล่นวิ่งไล่จับ เล่นซ่อนแอบ รวมถึงเล่นกีฬา

5-ชมเชยและให้รางวัล

เพราะการเรียนหนังสือออนไลน์นั้นช่างน่าเบื่อและอึดอัด คุณพ่อคุณแม่จึงมีหน้าที่สำคัญในการให้กำลังใจแก่ลูกน้อย โดยในแต่ละวันควรเอ่ยคำชมเชยเมื่อลูกเรียนได้สำเร็จ หรือทำการบ้านเสร็จทันเวลา การกล่าวชื่นชมและมอบรางวัลจะเป็นขวัญและกำลังใจให้เด็ก ๆ รู้สึกภูมิใจ ได้ทราบว่าสิ่งที่ตนทำอยู่นั้นดีแล้วและควรทำต่อไป

6-ให้ลูกได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ

การเรียนออนไลน์ส่งผลต่อความเครียด และทำให้ร่างกายรู้สึกเหนื่อยล้ากว่าปกติ เพราะนอกจากจะต้องใช้สมาธิมากกว่าเดิม ยังต้องใช้สายตาในการจ้องผ่านคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอแท็บเล็ต ดังนั้นการจัดแจงเวลาให้ลูกได้พักผ่อนบ้างระหว่างคาบเรียนจึงสำคัญ คุณพ่อคุณแม่ควรเน้นให้ลูกได้พักผ่อนเพื่อพักกล้ามเนื้อโดยการใช้เวลาว่างเดินเล่นรอบบ้านเพื่อยืดเส้นยืดสาย หรือให้ลูกได้นอนหลับระหว่างวันเพื่อพักสายตา เป็นต้น 

7-ให้โอกาสน้องพบปะผู้คนเข้าสังคม

ทักษะการเข้าสังคมคือหนึ่งในทักษะสำคัญที่เด็ก ๆ ได้รับจากการไปโรงเรียน แต่ด้วยสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยน้อง ๆ จึงต้องเก็บตัวอยู่บ้านและยังไม่อาจออกไปพบผู้คนได้เหมือนก่อน สำหรับเรื่องนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยได้ด้วยการจัดแจงเวลาพบปะสังสรรค์เพื่อนฝูง หรือญาติ ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ เช่นการใช้วิดีโอคอล ไปจนถึงการพูดคุยโทรศัพท์ การเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้พบปะผู้อื่นผ่านช่องทางออนไลน์ในช่วงกักตัวอยู่บ้านสามารถช่วยลดความเครียด คลายความเบื่อให้น้องได้

8- พร้อมสนับสนุนอยู่ตลอดเวลา

นอกเหนือจากการจัดตารางเรียน ตารางเล่น และให้เวลาพักอย่างเพียงพอแล้วนั้น สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดเพื่อการเรียนออนไลน์ที่ได้ประสิทธิภาพสำหรับลูกน้อยคือการได้รับ “แรงสนับสนุนจากคุณพ่อคุณแม่” โดยแรงสนับสนุนที่ว่าก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงหมั่นมอบความรัก ความอบอุ่นและให้กำลังใจกันและกันตลอดช่วงระยะเวลาวิกฤตครั้งนี้นั่นเอง