พ่อแม่ต้องรู้ วิธีการแก้ปัญหาเด็กไม่ยอมทำการบ้าน

เป็นธรรมดาที่ “การบ้าน” จะเป็นไม้เบื่อไม้เมาของนักเรียนทั้งหลาย โดยเฉพาะในช่วงที่เด็ก ๆ ต้องเรียนออนไลน์ด้วยแล้วนั้น การบ้านคือสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความสุขความสนุกอย่างแท้จริง หลายคนมองการบ้านเป็นภาระที่น่าเบื่อหน่าย เป็นอุปสรรคขวางกั้นเวลาเล่นสนุกหรือทำอย่างอื่นที่ตัวเองชอบ ดังนั้นกว่าจะกล้ำกลืนฝืนทนทำการบ้านเสร็จกันในแต่ละวันก็เล่นเอาคุณพ่อคุณแม่ปวดหัวกันเสียยกใหญ่

และนี่คือโจทย์ใหญ่โจทย์สำคัญสำหรับคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองทุกบ้าน…เมื่อลูกไม่ชอบทำการบ้านแล้วจะทำอย่างไรดี ลองมาแก้ไขปัญหานี้ไปพร้อม ๆ กัน เริ่มจากมาดูกันว่าสาเหตุที่เด็ก ๆ ไม่ชอบทำการบ้านนั้นมีอะไรบ้าง ไปจนถึงวิธีการแก้ไขปัญหากันดีกว่า

สาเหตุที่ทำให้เด็ก ๆ ไม่ชอบทำการบ้าน 

การที่จะแก้ไขปัญหาให้ได้ตรงจุด คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองควรทราบกันเสียก่อนว่าอะไรกันนะ คือต้นเหตุที่ทำให้เด็กน้อยประจำบ้าน “ไม่ชอบ” การทำการบ้าน

  • การบ้านยาก ไม่เข้าใจบทเรียน
    เด็ก ๆ หลายคนมีปัญหาไม่เข้าใจบทเรียนซึ่งนำมาสู่การทำการบ้านไม่ได้ หรือบางคนอาจเข้าใจบทเรียนแต่ไม่เข้าใจโจทย์ที่การบ้านให้ทำ ดังนั้นก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะหาหนทางแก้ไขปัญหา จึงควรเข้าใจเสียก่อนว่าลูกของคุณแท้จริงแล้วไม่ชอบทำการบ้านหรือมีปัญหาเรื่องไม่เข้าใจบทเรียนกันแน่
  • เหนื่อยล้า
    เมื่อเหนื่อยล้าจากการร่ำเรียนมาทั้งวันก็เป็นธรรมดาที่เด็ก ๆ จะไม่อยากเรียนหรือต้องการทำการบ้านเพิ่มเติม
  • ขาดแรงจูงใจ
    นอกจากการบ้านจะไม่ใช่กิจกรรมที่สนุก เด็ก ๆ หลายคนอาจมีความรู้สึกต่อต้านเพราะยังไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงจำเป็นจะต้องทำการบ้าน 
  • ขี้เกียจทำการบ้าน
    เด็ก ๆ หลายคนไม่ยอมทำการบ้านเพราะขี้เกียจทำการบ้าน ซึ่งอาจมีต้นเหตุมาจากเป็นคนรักสบายหรือติดสบายมากเกินไป คุณพ่อคุณแม่อาจพิจารณาดูเสียหน่อยว่าลูกน้อยถูกตามใจมากไปจนติดสบายเกินไปหรือเปล่า 

วิธีการแก้ปัญหาลูกไม่ชอบทำการบ้าน 

เมื่อพอเข้าใจต้นเหตุของปัญหาเด็กไม่ชอบทำการบ้านกันไปแล้ว ต่อมาก็เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหา ซึ่งวิธีแก้ไขปัญหานั้นก็มีอยู่หลากหลายวิธี ทั้งการหล่อหลอมความคิดให้ลูกมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการทำการบ้าน รวมไปถึงการค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมและสร้างบรรยากาศน่าทำการบ้านหรือศึกษาเล่าเรียนให้มากขึ้น ซึ่งคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองสามารถลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้กันดูได้ 

  • สร้างบรรยากาศสงบสำหรับใช้เป็นพื้นที่ทำการบ้าน
    ภายในบ้านควรมีมุมใดมุมหนึ่งของบ้านจัดเป็นพื้นที่สำหรับให้ลูกทำการบ้านและศึกษาทบทวนบทเรียน มุมดังกล่าวควรเงียบและสงบเพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีสมาธิทำการบ้านหรือทบทวนบทเรียนได้เต็มที่โดยควรปราศจากสิ่งล่อตาล่อใจอื่น ๆ เข้ารบกวน 
  • จัดสรรเวลาทำการบ้าน
    คุณพ่อคุณแม่ควรกำหนดช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในแต่ละวันเป็นเวลาสำหรับการทำการบ้านไว้โดยเฉพาะ เมื่อลูกได้ใช้เวลาดังกล่าวสำหรับทำการบ้านในทุก ๆ วัน เด็ก ๆ ก็จะค่อย ๆ คุ้นชินและเห็นการทำการบ้านเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันที่ตนเองคุ้นเคย หลาย ๆ บ้านอาจเลือกมีการตั้ง “กติกา” เกี่ยวกับการทำการบ้านไว้โดยเฉพาะ เช่น ตั้งกติกาว่าหากทำการบ้านเสร็จ จะให้ลูกมีเวลาดูทีวี หรือเล่นเกมส์ แต่หากไม่ทำการบ้านให้เสร็จเรียบร้อยจะมีบทลงโทษบางอย่างตามมา
  • คุณพ่อคุณแม่ช่วยสนับสนุน
    หากต้องให้นั่งทำการบ้านอยู่คนเดียว ทั้งยาก ทั้งน่าเบื่อ ร้อยทั้งร้อยก็คงไม่มีใครอยากทำการบ้าน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรสนับสนุนลูกน้อยในการทำการบ้านบ่อย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องถึงขั้นลงมือทำการบ้านให้ลูกแต่เพียงแสดงความมีส่วนร่วม เช่น การถามไถ่ว่าวันนี้ลูกมีการบ้านอะไร คุณครูให้หนูทำอะไร หรือพร้อมเข้าช่วยเหลือทุกครั้งที่ลูกน้อยไม่เข้าใจบทเรียน วิธีนี้สามารถทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดลูกน้อยและเข้าใจว่าต้นเหตุของปัญหาการไม่ชอบทำการบ้านคืออะไร ซึ่งหากพบว่าลูกมีปัญหาไม่เข้าใจบทเรียนหรือไม่เข้าใจโจทย์การบ้าน คุณพ่อคุณแม่ที่สแตนบายอยู่ใกล้ ๆ ก็สามารถคอยช่วยอธิบายให้เด็ก ๆ เข้าใจบทเรียนได้ทันที นอกจากนี้การมีพ่อแม่อยู่ใกล้ ๆ ก็ช่วยให้ความรู้สึกสบายใจมากขึ้นแก่ลูกได้
  • เอ่ยคำชมและให้รางวัล
    หลังลูกน้อยทำการบ้านเสร็จ คุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมคำชมหรือรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ เอาไว้ให้ลูก การเอ่ยคำชมหรือให้รางวัลจะช่วยเปลี่ยนทัศนคติที่ไม่ดีต่อการบ้านให้ดีขึ้น 
  • หล่อหลอมให้ลูกทราบถึงความสำคัญของการบ้าน
    หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เด็ก ๆ ต้องทำการบ้านแท้จริงแล้วไม่ใช่เพื่อให้เข้าใจบทเรียนมากขึ้นแต่อย่างใด แต่บทบาทของการบ้านคือการสั่งสอนให้เด็ก ๆ เรียนรู้ความรับผิดชอบและรู้จักทำหน้าที่ของตนเอง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรอธิบายเรื่องความสำคัญของ “ความรับผิดชอบต่อหน้าที่” ให้ลูก ๆ ได้เข้าใจ อาจยกตัวอย่างการทำงานของตนเอง เมื่อใดที่คุณพ่อคุณแม่มีงานมาทำที่บ้าน หรือเมื่อต้องทำงานบ้าน ก็สามารถอธิบายต่อลูกน้อยได้ว่านี่ก็คือการบ้านของพ่อแม่ที่คุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องทำ
  • ให้ลูกได้พักผ่อนก่อนเริ่มลงมือทำการบ้าน
    เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเครียดหรือเหนื่อยล้า ภายหลังจากการกลับจากโรงเรียนหรือเสร็จสิ้นคาบเรียนออนไลน์ คุณพ่อคุณแม่ควรให้โอกาสเด็ก ๆ ได้พักผ่อนก่อนเริ่มให้น้องลงมือทำการบ้านทันที อาจให้เวลาลูกได้หลับพักผ่อน ออกไปวิ่งเล่นยืดเส้นยืดสาย หรือทานอาหารเย็นก่อนการทำการบ้าน 

เรียนออนไลน์ สายตาจึงสำคัญ: รู้จักวิธีถนอมสายตาช่วงเรียนออนไลน์

เพราะ “ปัญหาสายตา” ที่อาจเกิดจากการใช้งานสื่อออนไลน์มากกว่าปกติในช่วงเรียนออนไลน์อยู่บ้านนั้นมิได้มีแค่ปัญหาสายตาสั้นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงภาวะปวดกระบอกตา โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม ภาวะตาล้า จอประสาทตาเสื่อม ตาพร่ามัว และอาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลียได้อีกด้วย ในปัจจุบันปัญหาเรื่องสายตาของเด็กๆ จึงได้ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันมากขึ้น เพราะเราไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไปว่านี่คือเรื่องเล็กที่มองข้ามได้ 

เพื่อช่วยเหลือคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง ให้สามารถดูแลน้อง ๆ ได้อย่างถูกต้องวิธีและเลือกใช้วิธีการถนอมสายตาของลูกหลานเยาวชนได้อย่างถูกต้อง ในช่วงที่จำเป็นต้องเรียนออนไลน์อย่างในขณะนี้ บทความในวันนี้เรามีวิธีการถนอมสายตาที่พ่อแม่ต้องรู้มาฝากคุณ

1- เลี่ยงการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
หากเป็นไปได้ ก็ไม่ควรให้เด็กๆ จ้องหรือเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานแม้ยามเรียนออนไลน์ หากสามารถมองสื่อชนิดอื่นทดแทน เช่นหนังสือ หรือรูปภาพแทนได้ ก็ควรให้น้อง ๆ นักเรียนได้มองหนังสือหรือรูปภาพแทนหน้าจอคอมพิวเตอร์ 

2-พักสายตาระหว่างคาบเรียนด้วยกฎ 20–20–20
หนึ่งในกฎสำคัญสำหรับการเรียนออนไลน์คือ “กฎ 20–20–20” ซึ่งหมายถึงทุกๆ การใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นเวลา 20 ให้จัดแบ่งเวลาให้น้องๆ นักเรียนได้มีโอกาสพักสายตา ในช่วงเวลาที่พักก็ไม่ควรใช้สายตาเพื่อทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น เล่นเกมส์ หรือเล่นโทรศัพท์มือถือ แต่ควรมองออกไปที่โล่งๆ มองต้นไม้ หรือใช้เวลาพักทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ขยับตัวยืดเส้นยืดสาย อย่างไรก็ดี หากยังไม่สามารถพักเรียนได้ทันทีเมื่อครบเวลาการใช้คอมพิวเตอร์ 20 นาทีเพราะยังไม่หมดคาบ คุณพ่อคุณแม่สามารถแนะนำน้องให้ละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ชั่วครู่หนึ่งโดยมองไปที่ไกลๆ ในระยะ 20เมตรเป็นเวลา 20 วินาที ก่อนหันกลับมามองหน้าจอต่อได้ 

3-จัดสภาพแวดล้อมกันเรียนให้เหมาะสม
แสงสว่างในบริเวณที่เด็กนักเรียนใช้เรียนออนไลน์ก็มีบทบาทสำคัญในการถนอมสายตาของผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ หน้าจอแท็บเล็ตหรือแสงสว่างโดยรอบ ควรนั่งเรียนในที่ที่มีแสงสว่างเหมาะสม หรือปรับแสงให้รู้สึกสบายตา ไม่มืดหรือสว่างจ้าจนเกินไป

4-ระยะห่างระหว่างสายตาและหน้าจอเหมาะสม
ระยะห่างระหว่างดวงตาและหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แนะนำคือควรห่างที่ระยะ 45–50 ซม. ซึ่งถือเป็นระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจนเกินไป ช่วยให้เรียนได้สะดวก และมองหน้าจอได้อย่างสบาย 

5-บริหารดวงตาด้วยการกระพริบตาถี่ๆ
ในระหว่างวันควรบริหารดวงตาด้วยวิธีการกระพริบตาถี่ ๆ โดยผู้ปกครองควรสอนน้อง ๆ นักเรียนให้กระพริบตาบ่อย ๆ แล้วหลับตาพักครู่หนึ่ง (นับเลขในใจให้ได้ 1–5) เพราะการใช้งานดวงตาติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอาจทำให้มีปัญหาตาแห้ง ระคายเคือง 

6-น้ำตาเทียมช่วยได้
ปัญหาตาแห้งที่เกิดจากการใช้งานสายตาเป็นระยะเวลานาน จะเป็นต้นเหตุของการระคายเคืองตา อาการคันตา รวมไปถึงตาแดงและพร่ามัว จึงควรดูแลดวงตาไม่ให้แห้งเหือด คุณสามารถจัดหาน้ำตาเทียมให้เด็กๆ ได้ใช้ในระหว่างเรียนออนไลน์เพื่อหล่อเลี้ยงน้ำบริเวณดวงตาให้มีอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ ไม่ควรนั่งเรียนในทิศทางที่ลมจากพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศจะพัดเข้าสู่ดวงตาได้โดยตรง เพราะนอกจากจะเร่งให้ตาแห้ง ยังอาจทำให้ป่วยได้อีกด้วย 

7–ติดตั้งแผ่นกรองแสง หรือใส่แว่นกรองแสง
แสงจ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอแท็บเล็ตนั้นอันตรายต่อที่คิด โดยเฉพาะปัญหา “แสงสีฟ้า” ที่จะทำให้ดวงตาสร้างสารพิษขึ้นในเซลล์รับแสง จนเกิดอาการจอประสาทตาเสื่อมได้เร็วก่อนวัยอันควร คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองจึงควรติดตั้งแผ่นกรองแสง หรือให้ลูกน้อยได้สวมแว่นกรองแสงตลอดระยะเวลาที่ใช้งานคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ต เพื่อลดความเสี่ยงจากแสงสีฟ้าที่อาจส่องมาทำร้ายดวงตา

8-รับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา
นอกจากการดูแลสายตาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึงเลือกใช้อุปกรณ์ช่วยลดความเสี่ยงหรือความรุนแรงจากโรคดวงตาแล้วนั้น การบำรุงสายตาจากภายในร่างกายก็สำคัญเช่นกัน คุณพ่อคุณแม่ควรจัดเตรียมอาหารที่ช่วยบำรุงสุขภาพและที่มีส่วนช่วยดูแลสายตาแก่ลูกน้อย ซึ่งอาหารที่แพทย์แนะนำสำหรับน้อง ๆ ที่ใช้งานสายตาหนักก็ได้แก่ ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม อาทิ แครอท ฟักทอง ผักใบเขียว เช่น คะน้า ปวยเล้ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังควรให้ลูกได้ดื่มน้ำบ่อย ๆ เพื่อเสริมความชุ่มชื้นแก่ดวงตา

9-เสริมด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงสายตา
หากกลัวว่าเพียงแค่รับประทานผัก ผลไม้บางชนิด จะได้รับวิตามินที่มีส่วนช่วยดูแลดวงตาได้ไม่เพียงพอ คุณพ่อคุณแม่สามารถเสริมแร่ธาตุวิตามินจำเป็นให้แก่ลูกน้อยได้ด้วยการเลือกใช้อาหารเสริมบางชนิด โดยให้เลือกที่มีส่วนผสมของลูทีน บิลเบอร์รี่สกัด และเบต้าแคโรทีน ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถออกฤทธิ์ทำงานร่วมกันเพื่อบำรุงดวงตาอย่างครบถ้วนได้ 10- พบจักษุแพทย์
เมื่อคุณพ่อคุณแม่เริ่มเห็นว่าลูกเริ่มมีปัญหาจากการใช้ดวงตาก็สามารถพาลูกเข้าพบคุณหมอตาหรือจักษุแพทย์เพื่อตรวจดูอาการและตรวจสายตา นอกจากนี้ เด็กๆ ที่ใช้สายตามากในวัยเด็ก อาจมีปัญหาสายตาสั้น โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตว่าลูกกำลังมีปัญหาสายตาสั้นได้จากอาการปวดศีรษะซึ่งรักษาไม่หายด้วยวิธีอื่น หรือมักหยีตาเวลามองสิ่งของต่างๆ ซึ่งควรพาลูกเข้าพบแพทย์เพื่อวัดสายตาและรับคำแนะนำเพิ่มเติมโดยทัน

วิธีดูแลลูกน้อย เพื่อการเรียนออนไลน์จากบ้านให้ได้ผล

ด้วยผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ทุก ๆ คนต่างล้วนต้องปรับตัว หลาย ๆ คนต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน คนมากมายต้องปรับรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน สำหรับเด็ก ๆ นักเรียนนักศึกษาเองก็เช่นกัน จากที่เคยได้ไปโรงเรียน เรียนหนังสือทำกิจกรรม
มาวันนี้น้อง ๆ ส่วนใหญ่ต้องหันมาพึ่งพาเทคโนโลยี เรียนออนไลน์จากบ้านแทนการไปโรงเรียน 

เมื่อลูกน้อยต้องเรียนหนังสือกันจากที่บ้าน “ผู้ปกครอง” จึงได้กลายมาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการช่วยส่งเสริมการเรียนของลูกให้สัมฤทธิ์ผล 

แต่จะทำอย่างไรกันนะให้เด็ก ๆ เรียนหนังสือออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่?.. บทความในวันนี้เรามีวิธีดูแลลูกน้อยช่วงเรียนหนังสือออนไลน์มาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกบ้านกัน

1- จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการเรียน

เพราะสภาพแวดล้อมมีบทบาทสำคัญในการใช้ชีวิตประจำวัน สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยย่อมช่วยให้เราทำกิจกรรมทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งเป็นเรื่องการเรียนที่ต้องใช้สมาธิ ความอดทนอย่างมากด้วยแล้วนั้น ปัจจัยรอบตัว เช่น บรรดาอุปกรณ์ต่าง ๆ และสิ่งแวดล้อมรอบตัวระหว่างเรียนจึงยิ่งมีความสำคัญ 

ในขั้นต้นให้คุณพ่อคุณแม่จัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการเรียนออนไลน์ของลูกให้พร้อม ตั้งแต่ระบบอินเตอร์เน็ต อุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ต จากนั้นควรจัดเตรียมมุมตั้งโต๊ะเก้าอี้ที่ใช้นั่งเรียนหนังสือให้พร้อม เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถให้น้องนั่งเรียนได้สบาย และต้องมั่นใจด้วยว่ารอบ ๆ โต๊ะเรียนจะไม่มีสิ่งรบกวนสมาธิ เช่น โทรศัพท์ เครื่องเล่นเกมส์ หรือทีวี  

2- จัดตารางเวลา

ในเวลาปกติเมื่อไปโรงเรียนน้อง ๆ จะมีตารางเรียนตารางสอน พร้อมคุณครูประจำชั้นที่โรงเรียนคอยทำหน้าที่กำหนดเวลาเรียน เวลาเล่นไว้ให้แล้วอย่างชัดเจน ตั้งแต่เวลาไปโรงเรียน เวลาเคารพธงชาติ เวลาเข้าคาบเรียนต่าง ๆ ไปจนถึงเวลากลับบ้าน 

แต่เมื่อต้องเรียนออนไลน์จากบ้าน หน้าที่จัดทำตารางเรียนกลายเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ เพื่อการเรียนและใช้ชีวิตช่วงเรียนออนไลน์ให้สัมฤทธิ์ผลให้คุณพ่อคุณแม่จัดตารางเวลาสำหรับลูกน้อยโดยไม่จำกัดเฉพาะเวลาการเรียน แต่รวมไปถึงตารางเวลาตลอดทั้งวัน ตั้งแต่การตื่น ทานอาหาร เรียน ทานของว่าง เล่น และออกกำลังกาย การมีตารางกำหนดไว้จะสามารถช่วยให้เด็ก ๆ ได้คุ้นชินกับการใช้ชีวิตประจำวันแบบเป็นกิจวัตร ช่วยลดความรู้สึกเครียด และให้น้องได้เรียนรู้เรื่องของระเบียบวินัยและเป็นวิธีง่าย ๆ เพื่อหล่อหลอมให้เด็ก ๆ ได้รู้จักการรับผิดชอบชีวิตของตนเอง

3-ใช้แผนผังความคิดช่วยสรุปเนื้อหาการเรียน

เป็นธรรมดาที่เด็ก ๆ อาจเสียสมาธิในระหว่างการเรียนออนไลน์ได้มากกว่าการเข้าห้องเรียนตามปกติ คุณพ่อคุณแม่หลายคนจึงอาจเจอปัญหาน้องเรียนไม่ทันเพื่อนหรือเรียนไม่เข้าใจจนทำให้เด็ก ๆ เกิดความเครียด ทั้งนี้ หากพ่อแม่เป็นกังวลอยากให้น้องเข้าใจบทเรียนได้มากขึ้น ก็สามารถช่วยลูกทบทวนเนื้อหาในแต่ละวันได้ วิธีง่าย ๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้ทบทวนการเรียนคือการทำ mind map หรือแผนผังความคิดแบบง่าย ๆ ให้ครอบคลุมบทเรียนโดยสรุปเพื่อให้น้องทำความเข้าใจเนื้อหา และสามารถนำมาใช้อ่านทบทวนก่อนการสอบได้อีกด้วย 

4-เน้นการออกกำลังกาย

หนึ่งในผลกระทบนอกเหนือจากการเรียนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงวิกฤตโควิด 19 คือปัญหาเรื่องสุขภาพของลูกน้อย เนื่องจากเด็กเล็ก ๆ อยู่ในวัยที่ควรได้ขยับเขยื้อนร่างกายผ่านการวิ่งเล่นและทำกิจกรรม เมื่อต้องกักตัวอยู่บ้าน น้อง ๆ หลายคนจึงเสียโอกาสในการวิ่งเล่นออกกำลังกายกับเพื่อน กับคุณครู เสียโอกาสในการเล่นกีฬาเรียนพละ ซึ่งย่อมส่งผลถึงสุขภาพและพัฒนาการของลูกอยู่ไม่น้อย

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรจัดแจงและสนับสนุนให้เด็ก ๆ ได้ออกกำลังกายในช่วงที่เรียนออนไลน์อยู่บ้านอย่างเต็มที่ โดยต้องแบ่งสรรเวลาให้มีการเล่นและพัฒนาทักษะด้านร่างกายอยู่ทุก ๆ วัน รวมไปถึงต้องเสียสละลงแรงตัวเองรับบทบาทแทนเพื่อน ๆ หรือคุณครูที่โรงเรียนเป็นเพื่อนเล่นกับลูกน้อย เช่น เล่นวิ่งไล่จับ เล่นซ่อนแอบ รวมถึงเล่นกีฬา

5-ชมเชยและให้รางวัล

เพราะการเรียนหนังสือออนไลน์นั้นช่างน่าเบื่อและอึดอัด คุณพ่อคุณแม่จึงมีหน้าที่สำคัญในการให้กำลังใจแก่ลูกน้อย โดยในแต่ละวันควรเอ่ยคำชมเชยเมื่อลูกเรียนได้สำเร็จ หรือทำการบ้านเสร็จทันเวลา การกล่าวชื่นชมและมอบรางวัลจะเป็นขวัญและกำลังใจให้เด็ก ๆ รู้สึกภูมิใจ ได้ทราบว่าสิ่งที่ตนทำอยู่นั้นดีแล้วและควรทำต่อไป

6-ให้ลูกได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ

การเรียนออนไลน์ส่งผลต่อความเครียด และทำให้ร่างกายรู้สึกเหนื่อยล้ากว่าปกติ เพราะนอกจากจะต้องใช้สมาธิมากกว่าเดิม ยังต้องใช้สายตาในการจ้องผ่านคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอแท็บเล็ต ดังนั้นการจัดแจงเวลาให้ลูกได้พักผ่อนบ้างระหว่างคาบเรียนจึงสำคัญ คุณพ่อคุณแม่ควรเน้นให้ลูกได้พักผ่อนเพื่อพักกล้ามเนื้อโดยการใช้เวลาว่างเดินเล่นรอบบ้านเพื่อยืดเส้นยืดสาย หรือให้ลูกได้นอนหลับระหว่างวันเพื่อพักสายตา เป็นต้น 

7-ให้โอกาสน้องพบปะผู้คนเข้าสังคม

ทักษะการเข้าสังคมคือหนึ่งในทักษะสำคัญที่เด็ก ๆ ได้รับจากการไปโรงเรียน แต่ด้วยสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยน้อง ๆ จึงต้องเก็บตัวอยู่บ้านและยังไม่อาจออกไปพบผู้คนได้เหมือนก่อน สำหรับเรื่องนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยได้ด้วยการจัดแจงเวลาพบปะสังสรรค์เพื่อนฝูง หรือญาติ ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ เช่นการใช้วิดีโอคอล ไปจนถึงการพูดคุยโทรศัพท์ การเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้พบปะผู้อื่นผ่านช่องทางออนไลน์ในช่วงกักตัวอยู่บ้านสามารถช่วยลดความเครียด คลายความเบื่อให้น้องได้

8- พร้อมสนับสนุนอยู่ตลอดเวลา

นอกเหนือจากการจัดตารางเรียน ตารางเล่น และให้เวลาพักอย่างเพียงพอแล้วนั้น สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดเพื่อการเรียนออนไลน์ที่ได้ประสิทธิภาพสำหรับลูกน้อยคือการได้รับ “แรงสนับสนุนจากคุณพ่อคุณแม่” โดยแรงสนับสนุนที่ว่าก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงหมั่นมอบความรัก ความอบอุ่นและให้กำลังใจกันและกันตลอดช่วงระยะเวลาวิกฤตครั้งนี้นั่นเอง  

เทคนิคสอนภาษาอังกฤษให้เด็ก เข้าใจง่าย นำไปใช้ได้จริง

เนื่องจากไม่ใช่ภาษาแม่ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน เรื่องการเรียนภาษาอังกฤษจึงกลายเป็นเรื่องยาก เป็นไม้เบื่อไม้เมา
ของเด็กไทยเรามาหลายยุคหลายสมัยจวบจนปัจจุบัน ส่งผลให้เด็ก ๆ หลายคนเรียนภาษาอังกฤษแบบไม่เข้าใจ
เมื่อเติบโตไปก็พาลเกลียดภาษาอังกฤษกันไปเลย 

ดังนั้นเพื่อปลูกฝังให้เยาวชนรุ่นใหม่ “รักและชื่นชอบ” ภาษาอังกฤษให้พร้อมที่จะเล่าเรียนต่อในระดับสูงขึ้นเมื่อเติบโตขึ้นได้แล้วนั้น การทำหน้าที่เป็น “ครูสอนภาษา” ของทั้ง คุณครูเอง หรือ พ่อแม่ ในช่วงที่ลูก หรือนักเรียนของคุณยังเล็กอยู่ จึงสำคัญ 

ดังนั้น บทความของเราในวันนี้ จึงขอนำเสนอเทคนิคสอนภาษาอังกฤษ ให้เด็กเข้าใจง่ายซึ่งได้แก่การสอนผ่านเกมส์และดนตรี ที่จะสามารถนำไปใช้ได้จริง เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับใครที่กำลังจะหาสมัครงานครูโรงเรียนนานาชาติ หรือ คุณพ่อคุณแม่ที่อยากจะสอนภาษาอังกฤษให้กับลูกที่บ้าน

เข้าใจการสอนเด็กเล็ก

เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการสอนภาษาอังกฤษสำหรับคุณหนู ๆ ผู้สอน (ไม่ว่าจะคุณครู หรือคุณพ่อคุณแม่) จะต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กกันก่อนค่ะว่า นักเรียนหรือลูกของคุณนั้นมีนิสัย และชื่นชอบการเรียนรู้ในรูปแบบใด

ทั้งนี้ ส่วนมากแล้ว เด็กเล็ก ๆ มักมีสมาธิสั้น และเบื่อง่าย การสอนภาษาอังกฤษ หรือการสอนวิชาใด ๆ แบบโดยเจาะจง มักไม่ใช่วิธีการสอนที่เหมาะสม ดังนั้น ขั้นแรกที่ต้องบอกให้ทราบกันคือ วิธีการสอนภาษาอังกฤษให้เด็กเล็ก นั้นแตกต่างกับการสอนให้ผู้ใหญ่อย่างสิ้นเชิง โดยเทคนิคการสอนเด็กเล็กให้ได้ผล จะออกไปในลักษณะการละเล่น มากกว่าการเรียนการสอนอย่างจริงจัง ซึ่งจะมาในรูปของเกมส์ ดนตรี การแข่งขัน นั่นเอง

เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษผ่านเกมส์

การสอนภาษาอังกฤษผ่านเกมส์ คือหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะเทคนิคนี้นอกจากจะสนุกสนาน ยังสามารถตอบโจทย์เรื่องสมาธิสั้น และความเบื่อง่ายของเด็ก ๆ ได้

โดยเทคนิคขั้นแรกของการสอนผ่านเกมส์ ผู้สอนจะต้องวางแผนกันก่อนค่ะว่าต้องการให้น้อง ๆ ได้เรียนรู้หรือพัฒนาทักษะด้านไหน
เพื่อเลือกเกมส์ที่เหมาะสม เช่น 

  • หากต้องการเน้นทักษะด้านคำศัพท์ การใช้เกมส์ประเภทแฟลชการ์ด คือตัวเลือกที่น่าสนใจ เพื่อให้เด็ก ๆ “ได้เห็น” และ “ได้ยิน”
    การออกเสียงของคำศัพท์คำใหม่ 
  • หากต้องการเน้นทักษะด้านการสนทนา การสื่อสาร เกมส์ประเภทใบ้คำระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง คืออีกเกมส์ที่น่าสนใจค่ะ 

ทั้งนี้ ไม่ว่าคุณจะเลือกสอนภาษาด้วยเกมส์ประเภทไหน ก่อนเริ่มเกมส์ อย่าลืมอธิบายกฎกติกาให้ชัดเจน และเข้าใจง่าย

โดยในการอธิบายเกมส์ ก็ควรใช้ภาษาอังกฤษในการอธิบาย ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องอธิบายอย่างชัดเจน แต่ต้องรวบรัด ไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป เพราะเด็ก ๆ จะไม่สนใจถ้าต้องนั่งฟังคำอธิบายด้วยภาษาที่ตนไม่คุ้นเคยอย่างยืดยาวค่ะ นอกจากนี้ ภายหลังการอธิบายกฎกติการ ขั้นตอนสำคัญคือการสาธิตวิธีการเล่น อย่าลืมเชื้อเชิญนักเรียนในห้องเรียนมาเป็นต้นแบบ ของวิธีการเล่นเกมส์นะคะ ถ้ามีเพื่อนนักเรียนด้วยกันเป็นคำนำเสนอเด็ก ๆ จะให้ความสนใจมากขึ้น

ในระหว่างเด็ก ๆ เล่นเกมส์ นี่เป็นโอกาสสำคัญที่คุณครู สามารถสังเกตข้อบกพร่อง ข้อด้อยทางภาษาของเด็ก ๆ แต่ละคนได้ ว่าควรได้รับการพัฒนาหรือปรับปรุงตรงจุดไหน และสามารถนำมาอธิบายหรือสอนเพิ่มเติมในห้องเรียนภายหลังได้ นอกจากสังเกตข้อบกพร่องแล้วนั้น คุณครูที่ดีต้องสังเกตข้อดีของเด็ก ๆ เพื่อใช้สำหรับชื่นชมว่านักเรียนของคุณทำได้ดีแล้วในส่วนใดบ้าง ทั้งนี้ การได้รับคำชื่นชม จะช่วยให้เด็ก ๆ มีความมั่นใจกับภาษาอังกฤษของตนมากขึ้นค่ะ

เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษผ่านเสียงเพลง

นอกจากการเล่นเกมส์แล้วนั้น การใช้ดนตรี และเสียงเพลง คืออีกหนึ่งเทคนิคเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่ได้ผลจริง เพราะจังหวะ
และเนื้อเพลงช่วยให้เด็ก ๆ จำและออกเสียงภาษาอังกฤษได้ดี ทั้งนี้ หากได้ร้องเพลงเดิม ๆ ซ้ำ ๆ บ่อยๆ เนื้อหา และถ้อยคำภาษาอังกฤษที่ปรากฏในเนื้อเพลงจะถูกบันทึกเข้าเป็นความทรงจำระยะยาว หรือ long-term memory ในสมองของเด็ก ๆ ได้เลยทีเดียว 

ทั้งนี้ เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษผ่านเสียงเพลง คุณครูผู้สอนหรือคุณพ่อคุณแม่ จะต้องเริ่มจากการอธิบายเนื้อหาของเพลงกันก่อน ในขั้นตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้สร้างบทสนทนา ตั้งคำถาม-คำตอบกับนักเรียน เพื่อเรียนรู้ทักษะอื่น ๆ เช่น หากเป็นเนื้อเพลงเกี่ยวกับสัตว์ หรือการทำฟาร์ม คุณครูหรือพ่อแม่สามารถถามตอบกับนักเรียนได้ว่า รู้จักแกะ รู้จักช้าง เคยเห็นสัตว์ตัวนู้น หรือที่บ้านมีสัตว์ประเภทนี้เป็นสัตว์เลี้ยงบ้างหรือไม่อย่างไร
ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะกระตุ้นให้เด็ก ๆ ใช้ทักษะและคลังคำศัพท์ที่พวกเขามีค่ะ 

หลังจากเรียนรู้ และพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อเพลงแล้ว ก็ให้คุณครูลองเปิดเพลง และค่อยๆ สอนเนื้อเพลงกันไปทีละท่อนทีละประโยคอย่างช้า ๆ อย่าลืมให้เด็ก ๆ ได้ออกเสียงตาม เพื่อเน้นการเรียนรู้การออกเสียงที่ถูกต้อง ภายหลังเรียนรู้เนื้อเพลงกันครบถ้วน ให้เปิดทั้งเพลง และใช้ท่าเต้นประกอบ
การขยับแขนขาไปตามจังหวะดนตรีมีประโยชน์เพราะช่วยให้เด็ก ๆ ตื่นตัว และเรียนรู้ได้ไวมากขึ้น 

นอกจากนี้ เทคนิคเกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษผ่านดนตรี คือการเลือกใช้เพลงที่ฟังง่าย ทำนอง จังหวะสนุกสนาน หากเพลงที่คุณเลือกถูกอกถูกใจน้อง ๆ แล้วล่ะก็ คุณครูหรือคุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดได้บ่อยตามที่ต้องการ เพราะเด็ก ๆ จะไม่เบื่อเพลงที่พวกเขาร้องได้และสนุกไปกับมัน

ทั้งนี้ อย่าลืมถามควิซง่าย ๆ เกี่ยวกับเนื้อเพลง เช่น เลือกคำศัพท์ในเนื้อร้องออกมาสักคำ เพื่อถามเด็ก ๆ ว่าจำได้ไหมนะ ว่าคำนี้แปลว่าอะไร อาจใช้ประกอบกับสมุดรูปภาพที่มีสีสันสวยงาม แล้วคุณจะเห็นได้เลยว่า เด็ก ๆ สามารถจำคำศัพท์เหล่านี้ได้ดี มากกว่าที่คุณคิดอย่างแน่นอน 

คุณสมบัติ ที่ครูสอนพิเศษที่ดีต้องมี

จัดเป็นหนึ่งในอาชีพที่ได้รับความนิยมมากขึ้นสอดคล้องกับการแข่งขันด้านวิชาการของนักเรียนนักศึกษาในประเทศที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับเป็นอาชีพที่ค่อนข้างอิสระ ในปัจจุบันเราจึงเห็นผู้คนมากมายหันมาหาสมัครงานสอนอยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ดี หากคุณคือคนหนึ่งที่ใฝ่ฝันเดินในเส้นทางของการเป็น “ครูสอนพิเศษ” แล้วนั้น
นอกเหนือจากการมีความเข้าใจ ความรู้ความเชี่ยวชาญในวิชาที่ตนสอนอย่างลึกซึ้ง
การเลือกประกอบอาชีพนี้ให้ประสบความสำเร็จในวิชาชีพ ทั้งเพื่อเป็นที่ชื่นชอบ ได้รับค่าตอบแทนที่ดี และเพื่อให้สามารถสอนพิเศษให้นักเรียนพัฒนาได้ตามเป้าหมาย
ผู้สอนยังต้องมีคุณสมบัติ “ด้านอื่น ๆ” ที่ถือเป็นคุณสมบัติสำคัญอีกหลายประการ 

เพื่อให้ทุกคนได้ทราบเกี่ยวกับคุณสมบัติของครูสอนพิเศษที่ดีที่ควรมี  ว่ามีอย่างไรบ้าง เราได้รวบรวมมาให้ไว้แล้ว ในบทความนี้

ครูสอนพิเศษที่ดี ต้องเปิดกว้างเรื่องสไตล์การสอน:

เมื่อชื่อก็บ่งบอกว่าเป็น “ครูสอนพิเศษ” ดังนั้น การสอนนักเรียนในการเรียนพิเศษนั้น ย่อมแตกต่างไปจากการสอนในห้องเรียนทั่วไป

ทั้งนี้ หนึ่งในข้อดีของการสอนนอกห้องเรียนคือ ครูผู้สอนสามารถเลือกสอนในสไตล์ใด ๆ ก็ได้ 

อย่างไรก็ตาม การเป็นครูสอนที่ดีนั้น การเลือกสไตล์การสอน ไม่ควรกำหนดจากตัวผู้สอนเอง แต่ต้องวิเคราะห์จาก “ผู้เรียน” เป็นสำคัญ ทั้งนี้ เพราะเด็กนักเรียนแต่ละคน มีนิสัย ความชื่นชอบ และการเปิดรับที่แตกต่างกันไป ครูสอนพิเศษที่ดีจึงควรพิจารณาว่านักเรียนของตนนั้น เหมาะกับการเรียนการสอนสไตล์ไหน เช่น นักเรียนบางคนอาจชอบการสอนที่เน้นการร่ำเรียนเนื้อหาอย่างจริงจัง ในขณะที่นักเรียนหลายคนอาจเป็นนักปฏิบัติ ที่ต้องเน้นการปฏิบัติ หรือทำโจทย์เพื่อให้เข้าใจเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นแล้ว ข้อแรกของคุณสมบัติของครูสอนพิเศษที่ดีที่ควรมี ก็คือ “การเปิดกว้างเรื่องสไตล์การสอน” นั่นเอง โดยครูที่ดีต้องไม่จำกัดหรือยึดติดอยู่กับสไตล์ใดสไตล์หนึ่งเป็นพิเศษ แต่ควรเน้นเปิดกว้าง มีความยืดหยุ่น เพื่อเลือกสไตล์การสอน ที่เหมาะที่สุดกับนักเรียนของตนแต่ละคนได้ 

ครูสอนพิเศษที่ดี ต้องอดทนและสร้างสรรค์:

จัดเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ครูทุกประเภทต้องมี สำหรับความอดทน ทั้งนี้ เพราะครูอาจเจอนักเรียนที่มีความสามารถด้านการทำความเข้าใจเนื้อหาที่แตกต่างกันไป บ้างเรียนรู้ไว บ้างเรียนรู้ช้า ซึ่งยิ่งหากเป็นครูสอนพิเศษด้วยแล้วนั้น หน้าที่สำคัญคือการอดทนและสอนให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาได้ในที่สุด

ทั้งนี้ หากนักเรียนของคุณเป็นคนเรียนรู้ช้าเสียหน่อยแล้วละก็ นอกจากความอดทนที่ต้องมี เรื่องของความคิดสร้างสรรค์ก็จำเป็น เพราะคุณอาจต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ในการหาวิธีสอนให้นักเรียนจดจำและเข้าใจเนื้อหาให้ได้ อาทิ การใช้ความคิดสร้างสรรค์วาดภาพแผนผัง แผนที่ ความเชื่อมโยงของเนื้อหาในแต่ละส่วน เพื่อให้นักเรียนของคุณได้ศึกษาจากรูปภาพ เพื่อเข้าใจเนื้อหาได้แบบเป็นระบบมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ครูสอนพิเศษที่ดี ต้องสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียน

อีกหนึ่งคุณสมบัติสำคัญของครูสอนพิเศษที่ดี ก็คือความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียนได้ ยิ่งเป็นการสอนพิเศษในรูปแบบห้องเรียนเล็ก ๆ หรือแบบตัวต่อตัวด้วยแล้วนั้น การเรียนคงไม่สำเร็จ หากปราศจากซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจและความสนิทสนมรู้จักกันระหว่างครูติวเตอร์และนักเรียน

ซึ่งครูสอนพิเศษที่ดีควรสามารถสร้างความสัมพันธ์เช่นนี้ให้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ และอาจทำได้โดยการพูดคุยกันระหว่างครูและนักเรียน ที่ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องของเนื้อหาวิชา แต่เป็นการพูดถึงแรงผลักดัน ความใฝ่ฝันด้านหน้าที่การงานของนักเรียน รวมไปถึงการแชร์ประสบการณ์ต่าง ๆ ของครูเอง หรือแม้แต่เรื่องต่าง ๆ ทั่วไป เช่น อาหารที่ชอบ งานอดิเรก เพื่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ และความสนิทสนมกันมากขึ้นระหว่างครูและนักเรียน ครูติวเตอร์หลาย ๆ คนที่ขาดคุณสมบัติข้อนี้ ย่อมต้องใช้เวลานานจึงสามารถสร้างความสนิทสนม ทำความรู้จักนักเรียนของตน ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย เพราะทำให้การเรียนการสอนประสบความสำเร็จได้ยากยิ่งขึ้นค่ะ

ครูสอนพิเศษที่ดี ต้องมีความสามารถในการจัดการทางอารมณ์:

นอกจากจะต้องเก่งกาจด้านวิชาการแล้วนั้น อีกคุณสมบัติสำคัญของครูสอนพิเศษคือต้องเป็นคนที่เก่งด้านการจัดการทางอารมณ์ นักเรียนหลายคน โดยเฉพาะที่ยังเด็ก ๆ กันอยู่อาจมีปัญหาเรื่องสมาธิในการเรียน หรือในบางภาวะครูสอนพิเศษอาจต้องเผชิญกับนิสัยแง่ลบของเด็กนักเรียนที่เกิดอารมณ์ไม่ดี

ครูที่ดีจึงต้องสามารถแยกแยะอารมณ์และหน้าที่ความรับผิดชอบ รวมทั้งต้องมีความสามารถในการจัดการอารมณ์ของนักเรียน ให้เข้าสู่โหมดที่มีความพร้อมสำหรับการเรียนเนื้อหาหลักสูตรได้ 

นอกจากนี้ อารมณ์ของครูสอนพิเศษควรต้องเป็นอารมณ์ด้านบวกอยู่เสมอ ทั้งยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาดี คือสิ่งสำคัญของครูสอนพิเศษ
เพื่อให้นักเรียนรู้ผ่อนคลาย ไม่สร้างอคติ และเปิดรับเนื้อหาวิชาได้อย่างเต็มที่ 

ครูสอนพิเศษที่ดี ต้องมีความสามารถในการสื่อสาร:

เพื่อให้การสอนประสบความสำเร็จ และเกิดเป็นผลดีแก่ผู้เรียน ครูสอนพิเศษจะต้องมีความสามารถด้านการสื่อสาร เพื่อพูดคุยกับทั้งตัวนักเรียน และผู้ปกครองของนักเรียน เพราะหนึ่งในหน้าที่สำคัญของครูสอนพิเศษ คือการพูดคุยกับทุกฝ่ายเพื่อร่วมกันวิเคราะห์พิจารณาว่า นักเรียนยังอ่อนเนื้อหาวิชาการในด้านไหน หรือทักษะในด้านใดที่ควรต้องได้รับการปรับปรุงและพัฒนา ซึ่งหากครูไม่สามารถสื่อสารได้ดีแล้วนั้น การร่วมกันหาจุดเด่นจุดด้อยของนักเรียน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรเนื้อหาที่สอนอันเหมาะสมกับผู้เรียน ย่อมไม่อาจทำให้เกิดผลดีขึ้นได้

มัดใจนักเรียน ด้วยรูปแบบการสอนที่ถูกใจคนฟัง จนต้องกดไลค์

เป็นครูที่มีหน้าที่สอน บางครั้งก็เจอปัญหาหนักใจ สอนไปแล้วนักเรียนไม่อยากฟัง ทำหน้าเบื่อใส่ ทำให้การสอนไปสัมฤทธิ์ผล กลายเป็นความล้มเหลวในการถ่ายทอดวิชา ปัญหานี้แก้ปัญหา ถ้าหากลองหันไปพึ่งเทคนิคดีๆ บางประการ ก็จะช่วยให้การสอนนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยในครั้งนี้ทางบทความก็ได้รวบรวมวิธีการสอนดีๆ ที่ผู้เรียนถูกใจมาฝาก ดังนี้

1.เทคนิคลัด

เลือกสอนด้วยเทคนิคลัด ช่วยให้ผู้เรียนรู้สึกสนใจเนื้อหามากขึ้น เพราะผู้เรียนส่วนมากไม่ต้องการจำเยอะ หรือไม่ต้องการวิธีการที่ซับซ้อนมาก หากมีเทคนิคลัด ไม่ว่าจะเป็นการจำเนื้อหา การทำโจทย์ หรืออื่นๆ มาสอนให้คลาสเรียน นักเรียนจะตั้งใจเรียนมากขึ้น แต่ก็ต้องไม่ลืมเนื้อหาสำคัญที่ห้ามตกหล่นเด็ดขาด หรือเนื้อหาที่เป็นที่มาของเทคนิคลัด เพื่อความเข้าใจแบบลงลึก ไม่ใช่เพียงแต่การท่องจำแต่ไม่เข้าใจ เพราะผู้เรียนก็จะได้รับความรู้ที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ 

2.แชร์ประสบการณ์

เลือกสอนด้วยวิธีการแชร์ประสบการณ์ จะช่วยดึงความสนใจจากผู้เรียนได้ ผู้เรียนจะรู้สึกอยากเรียนรู้ เหมือนการฟังเรื่องเล่าจากครู ช่วยลดความน่าเบื่อลงได้ สำหรับการสอนด้วยการแชร์ประสบการณ์ สิ่งที่ต้องระวังคือการแชร์ประสบการณ์จนหลุดกรอบของเนื้อหาที่ใช้สอน นอกจากนี้ผู้สอนควรหาจุดเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหากับประสบการณ์ที่ผู้สอนแชร์ให้ผู้เรียนฟังอย่างกลมกลืน เพื่อความเข้าใจของผู้เรียน 

3.เคสตัวอย่าง

บางครั้งการสอนเนื้อหาตามหนังสืออย่างเดียว ก็อาจทำให้เข้าใจไม่พอ ต้องมีเคสตัวอย่างประกอบ จะได้เข้าใจมากขึ้น จึงควรหาเคสตัวอย่างมาประกอบการสอน หากเป็นพวกวิชาเกี่ยวกับคำนวณ ก็ควรมีโจทย์ตัวอย่างยกขึ้นมาสอนในห้องเรียน แสดงวิธีทำละเอียด อธิบายที่มาที่ไปของตัวเลขต่างๆ ที่แทนลงไปในโจทย์ เมื่อผู้เรียนเข้าใจมากกว่าที่เคย ก็รู้สึกถูกใจในการเรียนการสอนเพิ่มขึ้น ผู้สอนเองก็ได้ใจผู้เรียนไปเต็มๆ 

4.ให้ลงมือทำ 

การบรรยายอย่างเดียวบางครั้ง ก็ทำให้ไม่เข้าใจมากพอ หรือเข้าไม่ถึงเนื้อหาเท่าที่ควรจะเป็น จึงควรให้ลงมือทำในห้องเรียน เปิดโอกาสให้ได้ลองผิดลองถูก โดยมีครูผู้สอนควรควบคุมอยู่ หากผิดพลาดตรงไหนก็เข้าไปอธิบายให้เข้าใจในตอนนั้นเลย จะช่วยให้นักเรียนตั้งใจเรียนมากขึ้น ถูกใจผู้เรียนมากกว่าที่เคย

5.สื่อประกอบ

คล้ายๆ กับการยกเคสตัวอย่าง การทำสิ่งนี้ก็เพื่อให้เข้าใจในเนื้อหามากขึ้น แต่เข้าใจมากกว่าการบรรยายด้วยคำพูด คือมีสื่อประกอบเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นจอวิดีทัศน์ ที่ใช้แสดงภาพคลิปวิดีโอ หรือวัตถุอื่นๆ เพื่อให้ผู้เรียนนึกเข้าถึงเนื้อหาได้ลึกขึ้น เมื่อเข้าใจเนื้อหามากขึ้น เรียนรู้เรื่อง ก็มีความสนใจที่จะเรียน และการเรียนก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

6.เนื้อหากระชับ

อย่าพยายามพูดหรือบรรยายอะไรที่เยอะเกินไป ผู้สอนบางคนมีปัญหาคือการอธิบายอะไรที่ยืดยาว ไม่กระชับเนื้อหา ทำให้คนฟังเบื่อหน่าย และฟังได้ไม่จบ เรื่องนี้แน่นอนว่าถ้าหากให้ผู้เรียนทำการประเมินผู้สอน ก็คงจะให้คะแนนต่ำๆ ส่งผลให้ผู้สอนมีปัญหาในการสอนได้ พยายามพูดให้กระชับที่สุด และเข้าใจง่ายมากที่สุด หรือถ้าหากพูดไปตามทฤษฎีแล้วมีแววว่าผู้เรียนจะไม่เข้าใจ แนะนำให้เกริ่นทฤษฎีนิดหน่อย เพื่อเป็นการบอกถึงที่มาของเนื้อหานั้น และยกตัวอย่างไปเลย จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจมากขึ้น โดยไม่ต้องทนฟังอะไรที่นานหรือยาวเกินไป  

7.เฉลยโจทย์ยาก

หากเนื้อหาวิชาเป็นสิ่งที่มีโจทย์ยากอยู่ เช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เป็นต้น การนำโจทย์ยากๆ มาเฉลยในห้องเรียนอาจช่วยดึงความสนใจจากนักเรียนได้ โดยเฉพาะโจทย์ที่ดูเหมือนยาก แต่ทำได้ง่ายนิดเดียว หรือโจทย์หลอกทั้งหลาย เอามาเผยทริคการทำแบบง่ายๆ ในห้อง รับรองว่าผู้เรียนจะต้องชอบการสอนแบบนี้อย่างแน่นอน และอยากเรียนไปทุกๆ วัน 

8.ให้โจทย์ทำแล้วเฉลยในห้อง

หลังการบรรยายทฤษฎีหรือยกตัวอย่างไปแล้ว ลองให้โจทย์ผู้เรียนในห้อง แล้วปล่อยให้พวกเขาได้ฝึกหัดทำ ไม่จำเป็นว่าจะต้องทำส่ง แต่ให้ทำภายในเวลาที่กำหนด แล้วหลังจากนั้นก็เฉลยละเอียด ระหว่างการเฉลยละเอียดผู้เรียนจะมีโอกาสเช็คตัวเองว่าทำผิดตรงไหน ทำไมคำตอบถึงไม่ตรง ต้องแก้อย่างไร และเข้าใจมากขึ้น เมื่อเข้าใจมากขึ้นก็ชอบที่จะเรียนในรายวิชาไปเรื่อยๆ 

9.แชร์โจทย์ที่เจอบ่อย

หยิบเอาโจทย์ที่ออกสอบบ่อย มาสอนในห้องเรียน เชื่อว่านักเรียนจะต้องให้ความสนใจอย่างแน่นอน ทั้งโจทย์ที่เจอบ่อย และโจทย์ที่คนมักทำผิด นำมาเฉลยละเอียดในห้องเรียน ให้นักเรียนทำความเข้าใจร่วมกัน ยิ่งถ้ามีการแชร์ทริคและเคล็ดลับในการพิชิตโจทย์ เด็กๆ จะยิ่งชอบมากขึ้นไปอีก

10.ให้นักเรียนในห้องแชร์

เพื่อไม่เป็นการพูดอยู่ฝ่ายเดียวสำหรับผู้สอน ลองให้ผู้เรียนแชร์ประสบการณ์ที่เกี่ยวกับเนื้อหาออกมาบ้าง เสมือนเป็นการสนทนากัน ระหว่างครูและนักเรียน ผู้เรียนคนอื่นๆ ในห้องก็จะให้ความสนใจ บรรยากาศในห้องจะไม่ตึงเครียดเกินไป ช่วยการเรียนการสอนถูกใจผู้เรียนมากขึ้น

ทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีการสอนแบบมัดใจนักเรียน ด้วยการสอนที่เข้าใจง่าย ได้ประสิทธิภาพในการเรียนการสอนมากขึ้น ผู้เรียนอยากเรียนมากขึ้น และสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ได้ กับการสอนออนไลน์ ทำให้นักเรียนถูกใจ กดไลค์ให้ผู้สอนจนถล่มทลาย เกิดการบอกต่อจนใครๆ ก็อยากจะมาเรียนด้วย

อยากเก่งภาษาอังกฤษ ให้พิชิตได้ทุกสถานการณ์ แค่ต้องลองใช้ชีวิตแบบนี้

อยากจะเป็นคนเก่งภาษาอังกฤษไปใช้สอบ สอนภาษาอังกฤษให้นักเรียน หรือแม้แต่ใช้สำหรับการทำงานได้แบบเหมือนเจ้าของภาษา
แต่ยังไง ๆ ตัวเรากับภาษาอังกฤษดูจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันตลอด 

ลองหันไปดูคนอื่น.. โอ้ว ทำไมเขาเก่งภาษากันจัง หน้าตาก็ดูเป็นคนไทยเหมือน ๆ กันหมดไม่ได้มีความลูกครึ่งผสม
แต่ทำไม๊ ทำไม เขาพูดอังกฤษกันปร๋อ ฟังบทสนทนาได้คล่องปรื๋อเหมือนเกิดที่อเมริกาแบบนั้นกันล่ะ 

เอ้า ไม่ต้องนอยด์ไปค่ะคุณ ๆ ขอถ่ายทอดผ่านบทความกันวันนี้เสียหน่อย

รู้ไหม ที่หลาย ๆ คนเขาเก่งภาษาอังกฤษ พิชิตได้ทุกสถานการณ์กันแบบนี้ เพราะเขาใช้ชีวิตกันแบบนี้นั่นเอง

1. ฟังภาษาอังกฤษทุกวัน

แม้ตอนเริ่มต้น จะฟังไม่รู้เรื่องเหมือนใครเขา จนรู้สึกเบื่อจัง แต่การฟังภาษาอังกฤษบ่อยๆ จะช่วยสร้างความคุ้นชินให้กับเรา ดังนั้นได้โอกาสเมื่อไหร่ก็เปิดฟังกันเลยจ้า อาจเป็นฟังจากช่องข่าวภาษาอังกฤษทางวิทยุ หรือชาแนลทาง youtube เริ่มจากรายการง่ายๆ หรือฟังบทสนทนาทั่วไป จากภาพยนตร์ หรือซีรีส์ภาษาอังกฤษใน NETFLIX ไปจนถึงฟังข่าวยากๆ ไม่ว่าจะเริ่มจากเก่งน้อยหรือเก่งมากอยู่แล้ว การฟังบ่อยๆก็ช่วยให้ภาษาอังกฤษของคุณ ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

2. รับสื่อภาษาอังกฤษ

มีวันว่างก็ดูหนัง เดินขึ้นรถไฟฟ้าก็ฟังเพลง แทนที่จะฟังเพลงไทย ดูหนังไทย หรือพากษ์ไทย ลองปรับตัวให้อินเตอร์ขึ้นสักนิดให้ชีวิตสดใส โดยการเปลี่ยนเป็นการรับสื่อภาษาอังกฤษแทนเพราะไม่ว่าจะแค่เรื่องง่าย ๆ อย่างฟังเพลง ดูคลิปภาษาอังกฤษ หรือดูหนังฝรั่ง ก็ช่วยให้เราได้มีโอกาสคุ้นชินกับภาษาอังกฤษมากขึ้นแล้ว

นอกจากนี้ ยังเป็นวิธีการที่จะไม่ทำให้การฝึกภาษาอังกฤษเป็นเรื่องน่าเบื่อ เพราะหากแต่เดิมเรียนภาษาแค่จากการท่องตำรา เราจะฝึกได้แค่แป๊บๆ ก็ล้มเลิกดังนั้นหาช่องทาง “สนุกกว่า” อย่างสื่อบันเทิงเพื่อเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ให้ได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินกันดีกว่าค่ะ

3. คิดตามเรื่องโครงสร้าง

นอกเหนือไปจากการฟังภาษาอังกฤษตาม 2 วิธีแรกที่ว่ามาแล้วนั้น อีกหนึ่งเทคนิคง่ายๆ ช่วยอัพเลเวลภาษา คือการอ่านภาษาอังกฤษเป็นประจำ ไม่ว่าจากช่องทางใดๆ เพราะนอกจาก
จะให้เราได้คุ้นชินกับคำศัพท์ใหม่ ๆ แล้ว ถ้าได้ลองคิดตามเกี่ยวกับโครงสร้างของรูปประโยคที่เห็น ทั้งการวาง structure ประโยค รวมไปถึงพิจารณาหลักแกรมม่าที่ผู้เขียนเลือกใช้ นอกจากจะทำให้เราคุ้นกับแกรมม่าที่ถูกนำมาใช้จริงๆแล้วนั้น การอ่านแล้วคิด หรือสังเกตตามยังช่วยฝึกฝนทักษะ “การเขียนภาษาอังกฤษ” ให้ดีขึ้นได้อีกด้วย

4. ฝึกพูดกับตัวเอง

ถ้าการหาฝรั่งหรือชาวต่างชาตินั้นยากนัก หรือแม้แต่หาเพื่อนที่ยอมสปีคอิงลิชกับเราก็ไม่มี! เอางี้ พูดกับตัวเองดูเลยแล้วกัน!!! ในการใช้ชีวิตประจำวัน ว่าง ๆ เมื่อไหร่ลองจำลองบทสนทนาง่ายๆ หรือบ่นพึมพำอะไรก็ได้ไปคนเดียว อาจลองเปิดเทป คลิปภาษาอังกฤษแล้วพูดตาม เพื่อฝึกการออกเสียงให้ถูกต้องฟังชัด ก็ดูดีไม่น้อย

5. ตั้งค่าภาษาอังกฤษ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เด็กๆ หลายคนเก่งกาจภาษาอังกฤษขึ้นมาได้ ไม่ใช่เพราะโตจากเมืองนอก หรือมีพ่อแม่เป็นอเมริกัน เด็กไทยธรรมดา ๆ ก็เก่งภาษาอังกฤษได้ง่าย ๆ แค่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นอาจารย์!
เพราะในปัจจุบัน บรรดาอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เด็ก ๆเขาคลุกคลี ไม่ว่าโทรศัพท์มือถือ เกมส์กด หรือวิดีโอเกมส์ส่วนใหญ่สมัย ล้วนเป็นอุปกรณ์ที่ถูกตั้งค่าไว้เป็นภาษาอังกฤษนั่นเองค่ะ สำหรับใครยังเซ็ตไว้เป็นภาษาไทย ก็ลองเลือกปรับเป็นภาษาอังกฤษ เพราะใครจะรู้ ในบรรดาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ คำศัพท์ในข้อสอบที่ว่ายาก ๆ อาจเป็นคำที่โผล่มาบ่อย ๆ เวลาคุณเปิดหน้าจอคอมพ์ก็เป็นได้ค่ะ

6. บันทึกคำศัพท์

ให้รู้สึกไว้ว่า ทุกครั้งที่เจอคำศัพท์ใหม่ ๆ และได้เรียนรู้ถึงความหมาย นั่นคือห้วงเวลาที่ภาษาอังกฤษคุณดีขึ้นนิดนึงแล้วค่ะ แต่ทว่า ถ้าไม่จดไม่จำ พอลืม ภาษาอังกฤษที่เมื่อกี๊บอกว่าดีขึ้น ก็กลับไปแย่เหมือนเดิมแล้วน้า

ดังนั้นจุดสำคัญคือ ต้องจำศัพท์ใหม่ที่ว่านั้นให้ได้ ซึ่งวิธีที่จะช่วยให้จำได้ เวลาเจอคำศัพท์ใหม่ๆ ก็คือการจดบันทึกไว้นั่นเอง จดไว้จำ ไม่ว่าจะใส่สมุดโน้ตส่วนตัว หรือจะเซฟใส่มือถือ ว่างเมื่อไหร่ เอามาเปิดๆ อ่านๆ จำไม่ได้ในครั้งแรก แต่ถ้าได้เห็นบ่อยๆ ศัพท์ที่ไม่รู้จัก หรือถ้าไม่ได้จดไว้ก็คงจะลืมเหล่านี้ ก็จะดูคุ้นตาขึ้นมาทันที

7. ใช้ Social Media ให้เป็นประโยชน์

หลายๆคน ว่างเมื่อไหร่ก็ไถเฟสบุค เปิดไอจี ทั้งแก้เบื่อ หรือทั้งเพื่อติดตามข่าวสาร! เอางี้ ให้ไม่เสียเวลาและให้เก่งอิ๊งไปพร้อมๆกัน เราแนะนำให้เลือก Follow หรือ Subscribe เพจที่นำเสนอสาระดีๆ เกี่ยวกับภาษาอังกฤษกันด้วย นอกจากนี้ก็ให้ลองเลือกตามเพจข่าวภาษาอังกฤษ สื่อบันเทิงแนวที่ชอบ เพื่อค่อยสอดส่องอ่านบทความ ชมคลิปเป็นภาษาอังกฤษก็มีประโยชน์ไม่น้อยนะคะ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าภาษาอังกฤษนั้นมีความสำคัญกับอาชีพการงานมากแค่ไหน ไม่ว่าจะทำงานในบริษัทไทยหรือต่างชาติ การสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ จะเป็นข้อได้เปรียบอย่างแน่นอน แม้แต่ในสายงานที่เราคิดว่าต้องทำงานกับคนไทยซะส่วนใหญ่ เช่น บริหารนิติบุคคลหมู่บ้าน ก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษในบางสถานการณ์ที่มีลูกบ้านเป็นชาวต่างชาติ 

สำหรับเทคนิคเก่งอังกฤษ แค่เปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตประจำวันให้ต่างจากเดิมไปสักนิดและพยายามใช้ทุกวันก็จะทำให้เราก็จะคุ้นเคยจนส

How to สอนยังไงให้เด็กไม่หลับ เทคนิคที่ผู้สอนต้องรู้

อีกหนึ่งปัญหาที่คุณครูต้องเจออยู่บ่อยครั้งก็คือเด็กไม่สนใจที่ครูสอน ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือหลับใส่จนรู้สึกเสีย Self ไม่ก็อารมณ์เสียไปเลย อีกทั้งการสอนก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผลอีกต่างหาก บางครั้งอาจเป็นที่คุณครูสอนไม่ดีพอ ทำให้เด็กๆ เบื่อ แต่บางครั้งก็อาจเป็นที่ตัวเด็กเองก็ได้ เอาเป็นว่าให้ลองสังเกตดูว่าเด็กที่หลับมีปัญหาอยู่คนเดียวหรือไม่ หากไม่ใช่ก็ขอแนะนำวิธีการเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้การสอนมีประสิทธิภาพกว่าที่เคย ดึงความสนใจจากเด็กๆ ได้มากขึ้น

1.สอนแบบเล่าเรื่อง

การบรรยายตามทฤษฎีเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่ายได้ จึงควรนำวิธีการแบบเล่าเรื่องมาปรับใช้ในการสอน ประกอบกับการบรรยายทฤษฎี เพราะโดยพื้นฐานแล้วคนแทบทุกคนชอบฟังการบรรยายที่เป็น “เรื่องราว” ยกตัวอย่างการฟังนิทาน การดูละคร หรือแม้แต่การเปิดรับโฆษณาที่เป็นเรื่องราวได้มากกว่าการเปิดรับโฆษณาที่โน้มน้าวใจเพียงอย่างเดียว 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการสอนแบบเล่าเรื่องก็อาจประยุกต์ใช้ได้เพียงบางวิชาเท่านั้น เช่น สังคมศึกษา อย่างการสอนประวัติศาสตร์ สามารถเล่าเรื่องราวได้ นอกเหนือจากการบรรยายเพียงอย่างเดียว วิชาวิทยาศาสตร์ก็สามารถใช้การเล่าเรื่องประยุกต์ใช้กับการสอนบางอย่างได้ เช่น การเล่าเรื่องราวที่มาของแรงโน้มถ่วงโลก เพื่อให้เด็กๆ เข้าใจมากขึ้นกว่าเดิม และไม่รู้สึกเบื่อ

2.ยกเคสตัวอย่าง

บางครั้งการบรรยายไปตามทฤษฎีที่มีความตายตัว ก็เป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับผู้ฟัง จึงควรหาเคสตัวอย่างมาประกอบการสอน การหยิบยกเคสตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง มีความคล้ายกับการเล่าเรื่อง เป็นการบอกเล่าถึงการเกิดขึ้นของเหตุการณ์นั้น แต่ต้องเป็นเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกับเนื้อหาวิชาการด้วย การหยิบตัวอย่างนั้นมาเล่าพร้อมกับวิเคราะห์ในแง่มุมของผู้สอน จะทำให้ผู้เรียนคิดตามและไม่เบื่อ ไม่รู้สึกง่วง เพราะได้ใช้ความคิดไปด้วย นอกเหนือจากการนั่งฟังเพียงอย่างเดียว

3.ให้เด็กเล่นเกม

การจัดทำเกมขึ้นมาสอดแทรกระหว่างการสอน ก็ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนตื่นตัวได้ แต่มีข้อจำกัดคือเกมที่คิดขึ้นจะต้องเชื่อมโยงการเนื้อหาในวิชานั้นๆ ผู้เรียนที่เล่นเกมในครั้งนั้นจะต้องได้ความรู้กลับไป และได้ใช้ความคิด เนื้อหานั้นจะต้องถูกจัดเก็บในความทรงจำจากการเล่นเกม จึงจะเป็นการประยุกต์ใช้ที่มีประสิทธิภาพ เกมที่ง่ายที่สุดก็คือเกมตอบคำถาม ล่าคะแนนเก็บในห้องเรียน หรือจะคิดค้นเกมในรูปแบบอื่นก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์ของผู้สอนด้วย

4.อย่าอ่านตามหนังสือ

การอ่านตามหนังสือเหมือนเป็นสิ่งต้องห้าม หากไม่ต้องการให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะผู้เรียนจะรู้สึกเหมือนนั่งฟังคนอ่านหนังสือให้ฟัง ไม่ใช่นั่งฟังคนสอน ผู้เรียนจะรู้สึกว่าสามารถอ่านเองได้ และคิดว่าการสอนในครั้งนั้นไม่มีประโยชน์ จากนั้นผู้เรียนจะเมินความสนใจไปในที่สุด ทั้งยังรู้สึกเบื่อหน่ายและง่วงได้ด้วย ผู้สอนควรใช้วิธีอธิบายขยายความจากเนื้อหาที่มีในหนังสือนั้น จะเหมาะสมมากกว่าการอ่านตามหนังสือ

5.ปล่อยให้ทำแบบฝึกหัดในห้องเรียน

การให้โจทย์ระหว่างการสอนในห้องเรียน ช่วยกระตุ้นผู้เรียนได้ แต่ต้องบรรยายเนื้อหาให้ผู้เรียนเข้าใจที่มาและที่ไปของเนื้อหานั้นก่อน เมื่อเข้าใจในระดับหนึ่งแล้วก็ลองให้โจทย์และปล่อยให้ทำ ให้ผู้เรียนได้ลองผิดลองถูกตามความเข้าใจ จากนั้นก็มาเฉลยในห้องเรียนแบบละเอียด ขั้นแรกการปล่อยให้ผู้เรียนทำโจทย์ จะเป็นการกระตุ้นความคิด ทำให้ผู้เรียนไม่ง่วง และการเฉลยละเอียด ก็ช่วยกระตุ้นความคิดอีกรอบ เพราะเมื่อทำโจทย์เสร็จแล้ว ผู้เรียนย่อมอยากรู้ว่าตนเองทำถูกหรือไม่ ก็จะรอฟังเฉลยและคิดตามไปด้วย เพื่อทำความเข้าใจ 

6.เลือกใช้น้ำเสียงที่ไม่ชวนง่วง

การใช้น้ำเสียงก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ ไม่ควรเลือกใช้น้ำเสียงที่ชวนให้ง่วง โดยน้ำเสียงที่ทำให้รู้สึกง่วง ได้แก่ การใช้น้ำเสียงราบเรียบเท่ากันตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีเสียงสูงต่ำสลับ จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกเคลิ้มได้ หรือการพูดไปแบบเรื่อยๆ ไม่กระชับ หาจุดจบในประเด็นนั้นๆ ไม่เจอ ก็อาจทำให้ง่วงได้เช่นกัน ดังนั้นหากต้องบรรยาย ควรจับประเด็นเป็นเรื่องๆ มีบทนำและบทสรุปชัดเจน บวกกับใช้น้ำเสียงสูงต่ำสลับกันให้เข้ากับเนื้อหา จะช่วยให้ผู้เรียนไม่รู้สึกง่วงได้ในระดับหนึ่ง

7.ตั้งคำถามชวนคิด

ผู้สอนบางท่านเลือกใช้วิธีตั้งคำถามชวนคิดตั้งแต่เริ่มต้นชั่วโมงสอน ก่อนที่จะทำการสอนหรือเข้าสู่เนื้อหาเป็นเรื่องราว การตั้งคำถามเพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการตอบ จะช่วยกระตุ้นความคิดของผู้เรียนได้ ทั้งยังก่อให้เกิดข้อสงสัยตามมา ผู้เรียนจะร่วมกันแชร์คำตอบหลากหลายออกมา ทั้งยังรู้สึกสงสัยในคำตอบเหล่านั้น เพื่อหาคำตอบที่ถูกต้อง แล้วผู้สอนก็ค่อยๆ เฉลยในเนื้อหาการสอนไป จะทำให้ผู้เรียนมีความอยากรู้ในคำตอบและตั้งใจฟัง พร้อมทั้งคิดตามไปด้วยเพื่อทำความเข้าใจ ทำให้ไม่รู้สึกง่วง

8.เบรคบ้าง

การบรรยายต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเบื่อและอ่อนล้าได้ กลายเป็นความง่วงในที่สุด ดังนั้นระหว่างการสอนควรมีพักเบรค เพื่อให้ผู้เรียนได้ยืดเส้นยืดสาย รวมถึงได้มีโอกาสล้างหน้าล้างตา ช่วยให้รู้สึกตื่นตัวมากกว่าจะนั่งฟังบรรยายต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจให้เวลาพักเบรคสัก 10-15 นาที เพื่อให้ผู้เรียนได้ผ่อนคลาย หรือผู้เรียนที่ง่วงอาจงีบหลับในช่วงเวลานี้ได้ ก็จะช่วยให้ตื่นตัวเมื่อกลับมาเรียนอีกครั้งหลังเบรค

แน่นอนว่าการเป็นครูโรงเรียนนานาชาติหรือครูโรงเรียนไทย ต่างก็ต้องเจอกับความท้าทายคล้ายๆ กัน ดังนั้น ทั้งหมดนี้ก็เป็นหลักการเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้สอนสามารถนำไปใช้ได้ในระหว่างการสอน เพื่อไม่ให้เด็กๆ รู้สึกเบื่อหน่ายกับการเรียน ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับผู้สอนมากขึ้น การสอนก็มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นด้วย แต่สำหรับเด็กที่มีปัญหาอยู่คนเดียว และหลับในเวลาเรียนซ้ำๆ ครูผู้สอนก็ไม่จำเป็นต้องปรับตามแต่อย่างใด 

สอนออนไลน์ยังไงให้ปัง คนฟังจบไม่กด Skip

ว่ากันว่าเรียนออนไลน์มันน่าเบื่อ เพราะไม่ได้มี Reaction กันระหว่างผู้เรียนและครูผู้สอน ที่สำคัญคือไม่สามารถถามตอบได้เมื่อมีข้อสงสัย ทำให้บางคนไม่ชอบเรียนออนไลน์ เว้นแต่ผู้สอนจะทำให้รู้สึกอยากเรียนจริงๆ การเรียนการสอนออนไลน์จึงจะสัมฤทธิ์ผล ทำให้ผู้สอนออนไลน์ยุคใหม่ ถามหาเคล็ดลับกันเป็นการใหญ่ หวังให้การสอนได้รับความสนใจจากผู้เรียน ครั้งนี้ทางบทความจึงรวบรวมเอาทริคเล็กๆ น้อยๆ มาฝาก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสอนมากขึ้น ดังนี้

1.เนื้อหาต้องครบ

สำคัญที่สุดก็คือเนื้อหาต้องครบถ้วนไม่แตกต่างจากการสอนในห้องเรียนแบบ Offline โดยเฉพาะในส่วนของสาระสำคัญของเรื่องนั้น หากเนื้อหาสาระตกหล่น จะทำให้ผู้สอนขาดความน่าเชื่อถือในทันที และผู้เรียนจะจดจำในแง่ลบ หลังจากนั้นหากผู้เรียนเจอคลิปของผู้สอนปรากฏอีก อาจกด Skip ได้ง่าย ยิ่งถ้าหากเกิดการบอกต่อเป็นวงกว้าง คลิปสอนถูกกด Skip บ่อยครั้ง เครดิตผู้สอนก็จะลดลงโดยอัตโนมัติ ยิ่งถ้าหากเป็นการปล่อยคลิปบนโลกออนไลน์ในช่องทางฟรี เมื่อถูกกด Skip ในความถี่ ก็อาจมีผลต่อ SEO อีกต่างหาก

2.สไลด์ต้องดี

การสอนออนไลน์ ควรทำสไลด์ประกอบการสอน ซึ่งสไลด์ที่จัดทำขึ้น ก็ควรมีเนื้อหาที่ทำให้ผู้เรียนเข้าใจได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใส่ตัวหนังสือเยอะจนแน่น แต่สามารถสรุปมาเป็นข้อความสั้นๆ ก็ได้ หากเป็นเนื้อหายาวๆ อาจย่อเป็นข้อๆ หรือทำเป็น Bullet เพื่อให้ผู้เรียนทำความเข้าใจง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นระหว่างสอนก็ต้องอธิบายถึงเนื้อหาที่ถูกย่อเอาไว้ให้ละเอียด ไม่ควรพูดแบบย่อๆ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงเนื้อหาที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงผิวเผินเท่านั้น

3.อย่าลืมพูดคุยกับผู้เรียน

สำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ หากเป็นการสอนผ่านคลิปสอน ผู้สอนอาจต้องพูดคนเดียวกับกล้องก็จริง แต่คำพูดที่ใส่ลงไปก็อย่าลืมสื่อสารกับผู้เรียนด้วย ให้พูดคุยกับผู้เรียนระหว่างสอน โดยการระลึกไว้เสมอว่าเราไม่ได้พูดคนเดียวอยู่ แต่เป็นการพูดกับผู้เรียน พยายามเรียกสรรพนามแทนตัวผู้เรียน เช่น ทุกคน, นักเรียน, น้องๆ, เด็กๆ เป็นต้น รวมถึงสำนวนการพูดคุย ที่ไม่ใช่แค่การพูดไปตามเนื้อหาเพียงอย่างเดียว หรืออ่านตามตัวหนังสือ ที่ถึงแม้จะเป็นเนื้อหาที่ย่อมาด้วยตัวเองก็ตาม เพราะอาจทำให้ไม่เป็นธรรมชาติและแข็งทื่อ จนทำให้ผู้เรียนเบื่อหน่ายได้

4.Hi-Tech

การสอนออนไลน์ต้อง Hi-Tech ไม่ต้องมากมายแต่ก็ต้องฝึกฝนการใช้เครื่องมือเอาไว้ให้คล่องแคล่ว อย่างน้อยๆ ก็ควรเปิดสไลด์การสอนสลับกับการถ่ายทอดการเขียนบนแผ่นกระดาษได้ด้วย เพราะบางเนื้อหาอาจต้องใช้การเขียนเข้ามาช่วย หรือแม้แต่การเขียนโน๊ตลงไปในสไลด์เลย หากทำได้ก็จะช่วยให้การสอน Smooth ขึ้น การใช้เครื่องมือที่ผสมผสานกันยังทำให้ผู้เรียนเข้าใจมากขึ้นด้วย

5.คลิปประกอบต้องมา

บางเนื้อหาวิชาในการสอน สามารถใช้คลิปตัวอย่างเพื่อประกอบการสอนได้ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจมากยิ่งขึ้น หากมีการสอนผ่านออนไลน์ อย่าลืมสลับจากหน้าสไลด์ไปที่คลิปตัวอย่างต่างๆ ผู้เรียนจะรู้สึกสนใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น ช่วยให้การเรียนต่อเนื่องไม่ราบเรียบเกินไป ผู้เรียนจะมีอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อหา ไม่เบื่อหน่ายหรือไม่ล้ามากนัก จากการฟังบรรยายเพียงอย่างเดียวต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ อาจจะเป็นคลิปชวนคิด แฝงไว้ด้วยคำถามปลายเปิดเพื่อให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ตามไปด้วย หรือเป็นคลิปเหตุการณ์ตัวอย่าง ในกรณีศึกษาต่างๆ ก็ได้

6.สอนกระชับ

การสอนจำเป็นต้องให้เนื้อหาสาระสำคัญครบถ้วน แต่ก็ต้องกระชับด้วย พยายามบรรยายเนื้อหาที่เป็นแก่นสำคัญ คัดเอาแต่เนื้อๆ ไม่เน้นน้ำ เพื่อให้กระชับและเข้าใจง่าย เน้นการยกตัวอย่างก็ช่วยให้ผู้เรียนนึกภาพตามได้ง่ายขึ้น การยกตัวอย่างยังช่วยลดพื้นที่การสอนบางส่วนลงไปได้ ทำให้ไม่ต้องสิ้นเปลืองคำพูดมากนัก เพราะถูกแทนที่ด้วยกรณีตัวอย่างที่ทำให้เข้าใจมากขึ้น ช่วยให้การสอนกระชับขึ้น ผู้เรียนเข้าใจง่ายขึ้นด้วย

7.มีช่องทางให้สอบถามภายหลัง

หากการสอนออนไลน์ไม่ใช่การถ่ายทอดสด (Live) สิ่งที่ผู้เรียนหลายคนกังวลก็คือ หากเกิดข้อสงสัยขึ้นมาจะไม่สามารถสอบถามได้ ไม่สามารถคลายข้อสงสัยของตัวเองได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การสอบถามทำได้ง่ายนิดเดียว คือผู้สอนจะต้องทิ้งช่องทางการติดต่อเอาไว้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถส่งคำถามทิ้งไว้ได้ แล้วผู้สอนก็มาตามตอบคำถามทีหลังได้ด้วย เช่น Email Inbox Direct message หรือช่องทางอื่นๆ ตามความสะดวกของผู้สอน

8.ทำชีทแจกด้วยจะดีมาก

ตัวช่วยสำหรับการสอนออน์ไลน์ แนะนำให้ทำชีทแจกผู้เรียนด้วย ให้ผู้เรียนได้มีหนังสือเอาไว้เปิดตามขณะเรียน ผู้เรียนจะมีเนื้อหาอยู่ในมือให้อุ่นใจ หากต้องการจดอะไรเพิ่มเติมก็โน๊ตลงไปได้เลย ไม่ต้องนั่งจดตามทุกคำพูดหรือทุกข้อความบนสไลด์ให้เมื่อย แถมยังเสี่ยงจดตามไม่ทันอีกต่างหาก ผู้สอนอาจเอาสไลด์ที่ตัวเองทำไว้สอนอยู่แล้ว แจกเป็นไฟล์ให้ผู้เรียน โดยการอัพโหลดไว้ที่ใดสักแห่ง แล้วส่งลิงค์ให้ผู้เรียนได้ดาวน์โหลด เพื่อใช้ประกอบการเรียนได้ เมื่อชีทเรียนครบสไลด์เลิศ มีหรือที่ผู้เรียนจะกด Skip

แน่นอนว่า การสอนในห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นครูโรงเรียนนานาชาติหรือโรงเรียนไทยนั้นก็มีความแตกต่างกันรวมไปถึงวิชาที่สอนด้วย เช่นวิชาคณิตศาสตร์อาจสอนทางออนไลน์ได้ แต่วิชาวิทยาศาสตร์ที่ต้องมีการใช้อุปกรณ์เพื่อการทดลอง อาจเกิดความท้าทายได้ ทั้งหมดนี้ก็เป็นทริคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับครูผู้สอนออนไลน์ เพื่อให้การสอนนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นไม่น่าเบื่อ ช่วยให้ผู้เรียนรู้สึกสนใจเนื้อหามากขึ้น การเรียนการสอนก็มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ทั้งการสอนผ่าน Live และการสอนแบบอัดคลิปสอน แต่อย่าลืมเลือกวิธีการที่สอดคล้องกับเนื้อหาที่สอน และปรับใช้ให้เหมาะสมด้วย เพราะบางเทคนิคที่แนะนำไป ก็อาจไม่เหมาะสำหรับการสอนในเนื้อหาบางวิชา

ทำไมความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานจึงสำคัญต่อธุรกิจ

สภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมที่ดีในที่ทำงาน เป็นความใฝ่ฝันของคนทำงานทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานไหน การได้ทำงานในสถานที่ที่เอื้ออำนวยต่อสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ เป็นเรื่องที่พนักงานทุกคนคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ๆ ของการเลือกสถานที่ทำงาน ดังนั้น เจ้าของธุรกิจจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่ดีในที่ทำงาน ถึงแม้ว่า หลายคนจะมีมุมมองที่แตกต่างกันกับ คำว่า “ดี” แต่การพัฒนาสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้ดีขึ้น ต้องเกี่ยวข้องกับสุขภาพทางอารมณ์ สุขภาพกาย และความรู้สึกโดยรวมของการทำงานร่วมกัน รวมไปถึงความสุขที่มาจากการทำงานในอาชีพที่ตอบสนองสิ่งเหล่านี้ 

การให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานจะให้ผลตอบแทนอย่างหลาย แต่สิ่งที่สำคัญคือ คุณต้องมีแผนในการส่งเสริมและสนับสนุนพนักงานของคุณในหลาย ๆ ด้าน นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องจดจำว่าพวกเขาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ต่อไปนี้คือเหตุผลเพิ่มเติมว่าทำไมความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานของคุณ จึงมีความสำคัญและวิธีที่คุณจะสามารถสร้างขวัญกำลังใจในสำนักงานของคุณเอง

ทำไมความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานจึงมีความสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ

จากการสำรวจทั่วโลก พบว่ายิ่งพนักงานรู้สึกว่าได้รับการชื่นชมจากการทำงานมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกดีขึ้นในด้านอื่น ๆ ของชีวิตเช่น ด้านสุขภาพ และด้านความสัมพันธ์ เห็นได้ชัดว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างสถานที่ทำงานที่พวกเขารู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทำให้พวกเขามีความสุข และพนักงานที่มีความสุขมีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไรบ้าง 

พนักงานที่มีความสุข ทำงานได้ดีกว่า 

พนักงานที่มีสุขภาพกายและใจที่ดี มีแนวโน้มที่จะมุ่งมั่นกับงานของพวกเขา เนื่องจากพวกเขารู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนและชื่นชมจากนายจ้าง พวกเขาจึงเต็มใจที่จะทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยรู้ว่าพวกเขาจะได้รับรางวัล ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายและอารมณ์ที่ดี ก็จะพร้อมที่จะรับมือกับความกดดันจากลูกค้า และจบงานได้ดี สิ่งนี้ทำให้พวกเขาเป็นพนักงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นบวก

พนักงานที่มีสุขภาพดีลางานน้อยลง

เมื่อพนักงานต้องดิ้นรนกับปัญหาทางอารมณ์ หรือร่างกาย พวกเขาก็จะขอลาป่วยบ่อยขึ้น และถึงแม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในออฟฟิศ พวกเขาอาจไม่ได้ทำงานในระดับที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อคุณมุ่งเน้นที่จะรักษาสุขภาพของพนักงานให้แข็งแรงอยู่เสมอ พวกเขาก็จะลาป่วยน้อยลง และทำให้โปรเจคที่ทำงานร่วมกันเป็นทีม ไม่หนักอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่งในทีม แต่เดินหน้าได้อย่างเต็มที่  สิ่งนี้ช่วยให้คุณประหยัดเงินในระยะยาว แม้ว่าคุณอาจจะต้องใช้เครื่องมือบางอย่างสำหรับโปรแกรมสุขภาพที่มาพร้อมกับค่าใช้จ่าย

พนักงานที่มีความสุขจะอยู่นาน

การสนับสนุนสภาพแวดล้อมที่ดีในที่ทำงาน สร้างทีมงานที่มีความสุขมากขึ้น เมื่อเรามองโปรแกรมผลประโยชน์ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเกษียณอายุ, โบนัส, เงินเดือน หรือแม้กระทั่งการเลื่อนตำแหน่ง สิ่งเหล่านี้ ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้พนักงานอยู่กับบริษัทไปนาน ๆ พนักงานที่รู้สึกว่าผู้บังคับบัญชาของพวกเขาให้ความสำคัญกับพวกเขาอย่างแท้จริงในฐานะที่เป็นคนคนหนึ่งและไม่ใช่แค่ในฐานะลูกจ้าง พวกเขาก็จะมีแนวโน้มที่จะอยู่กับคุณนานกว่าที่จะลาออกทันที่ที่ได้ค่าตอบแทนที่อื่นที่สูงกว่า 

เคล็ดลับในการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน

เมื่อคุณเห็นความสำคัญของความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน คุณจำเป็นต้องวางแผนเพื่อส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ นี่คือเคล็ดลับเกี่ยวกับวิธีเพิ่มความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานของคุณและสร้างสถานที่ทำงานที่แข็งแกร่ง

ให้ข้อเสนอแนะรายบุคคล

คำติชมเป็นส่วนสำคัญของการทำงาน โดยการให้ข้อเสนอแนะทั้งในเชิงบวกและเชิงสร้างสรรค์ ผู้นำสามารถให้รางวัลตอบแทนผลงาน และในขณะเดียวกันสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานที่จำเป็นเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่า

หนึ่งในกุญแจสำคัญในการติชมกับพนักงาน คือ การยึดจากผลงานรายบุคคล คุณอาจต้องนำโปรแกรมบริหารฝ่ายบุคคลเข้ามาใช้ เพื่อที่จะสามารถเก็บรายละเอียดของพนักงานและสามารถจัดระเบียบไฟล์พนักงาน และเข้าถึงได้เมื่อจำเป็น

ให้ตัวเลือกที่ยืดหยุ่นได้

การอนุญาตให้พนักงานของคุณมีความยืดหยุ่นในการทำงาน เช่นทำงานจากที่บ้าน ทำงานจากไซต์งานอื่น หรือกำหนดเวลาทำงานเอง เป็นวิธีที่ดีในการช่วยให้พวกเขาสร้างสมดุลของชีวิตกับการทำงาน ที่จำเป็นต่อสุขภาพของพวกเขา พิจารณาใช้ระบบบริหารจัดการของพนักงาน เช่น การจัดการตารางเวลาระยะไกล และการจับเวลาด้วยไบโอเมตริกซ์เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน 

จดจำเหตุการณ์สำคัญ

เมื่อคุณจดจำเหตุการณ์สำคัญ หรือวันสำคัญของพนักงาน เช่น วันครบรอบการทำงาน, ปิดยอดขายได้ตามเป้า, วันเกิด หรือจบการฝึกอบรม คุณจะแสดงให้พนักงานของคุณเห็นว่า คุณใส่ใจพวกเขาในฐานะคนคนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การติดตามรายละเอียดเหล่านี้อาจเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะถ้าคุณมีคนหลายร้อยคนในทีมของคุณ ดังนั้น นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ซอฟต์แวร์ทรัพยากรบุคคลสามารถนำมาใช้งานได้อย่างดี เพราะคุณสามารถที่จะป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบและอัพเดทเป็นประจำ และทีม HR ของคุณจะได้รับการแจ้งเตือนเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น 

สถานที่ทำงานที่ดีนั้น ต้องจดจำและสนับสนุนการทำงานที่ดีของพนักงานแต่ละคน ให้ความสำคัญต่อทักษะและการทำงานที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในตำแหน่งงานอะไร และไม่เพียงแต่ธุรกิจที่ทำงานกันในสำนักงาน ลูกจ้างที่เป็นแรงงานเองก็ควรได้รับความสำคัญในการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในการทำงานด้วยเช่นกัน บริษัทนำเข้าแรงงานต่างด้าว MOU หลายแห่ง เล็งเห็นความสำคัญของความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงานและมีบทบาทสำคัญในการดูแลแรงงานที่นำเข้ามาให้กับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทจะได้รับผลตอบแทนสูงสุดจากพนักงานที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ