How to สอนยังไงให้เด็กไม่หลับ เทคนิคที่ผู้สอนต้องรู้

อีกหนึ่งปัญหาที่คุณครูต้องเจออยู่บ่อยครั้งก็คือเด็กไม่สนใจที่ครูสอน ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือหลับใส่จนรู้สึกเสีย Self ไม่ก็อารมณ์เสียไปเลย อีกทั้งการสอนก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผลอีกต่างหาก บางครั้งอาจเป็นที่คุณครูสอนไม่ดีพอ ทำให้เด็กๆ เบื่อ แต่บางครั้งก็อาจเป็นที่ตัวเด็กเองก็ได้ เอาเป็นว่าให้ลองสังเกตดูว่าเด็กที่หลับมีปัญหาอยู่คนเดียวหรือไม่ หากไม่ใช่ก็ขอแนะนำวิธีการเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้การสอนมีประสิทธิภาพกว่าที่เคย ดึงความสนใจจากเด็กๆ ได้มากขึ้น

1.สอนแบบเล่าเรื่อง

การบรรยายตามทฤษฎีเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่ายได้ จึงควรนำวิธีการแบบเล่าเรื่องมาปรับใช้ในการสอน ประกอบกับการบรรยายทฤษฎี เพราะโดยพื้นฐานแล้วคนแทบทุกคนชอบฟังการบรรยายที่เป็น “เรื่องราว” ยกตัวอย่างการฟังนิทาน การดูละคร หรือแม้แต่การเปิดรับโฆษณาที่เป็นเรื่องราวได้มากกว่าการเปิดรับโฆษณาที่โน้มน้าวใจเพียงอย่างเดียว 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการสอนแบบเล่าเรื่องก็อาจประยุกต์ใช้ได้เพียงบางวิชาเท่านั้น เช่น สังคมศึกษา อย่างการสอนประวัติศาสตร์ สามารถเล่าเรื่องราวได้ นอกเหนือจากการบรรยายเพียงอย่างเดียว วิชาวิทยาศาสตร์ก็สามารถใช้การเล่าเรื่องประยุกต์ใช้กับการสอนบางอย่างได้ เช่น การเล่าเรื่องราวที่มาของแรงโน้มถ่วงโลก เพื่อให้เด็กๆ เข้าใจมากขึ้นกว่าเดิม และไม่รู้สึกเบื่อ

2.ยกเคสตัวอย่าง

บางครั้งการบรรยายไปตามทฤษฎีที่มีความตายตัว ก็เป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับผู้ฟัง จึงควรหาเคสตัวอย่างมาประกอบการสอน การหยิบยกเคสตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง มีความคล้ายกับการเล่าเรื่อง เป็นการบอกเล่าถึงการเกิดขึ้นของเหตุการณ์นั้น แต่ต้องเป็นเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกับเนื้อหาวิชาการด้วย การหยิบตัวอย่างนั้นมาเล่าพร้อมกับวิเคราะห์ในแง่มุมของผู้สอน จะทำให้ผู้เรียนคิดตามและไม่เบื่อ ไม่รู้สึกง่วง เพราะได้ใช้ความคิดไปด้วย นอกเหนือจากการนั่งฟังเพียงอย่างเดียว

3.ให้เด็กเล่นเกม

การจัดทำเกมขึ้นมาสอดแทรกระหว่างการสอน ก็ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนตื่นตัวได้ แต่มีข้อจำกัดคือเกมที่คิดขึ้นจะต้องเชื่อมโยงการเนื้อหาในวิชานั้นๆ ผู้เรียนที่เล่นเกมในครั้งนั้นจะต้องได้ความรู้กลับไป และได้ใช้ความคิด เนื้อหานั้นจะต้องถูกจัดเก็บในความทรงจำจากการเล่นเกม จึงจะเป็นการประยุกต์ใช้ที่มีประสิทธิภาพ เกมที่ง่ายที่สุดก็คือเกมตอบคำถาม ล่าคะแนนเก็บในห้องเรียน หรือจะคิดค้นเกมในรูปแบบอื่นก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์ของผู้สอนด้วย

4.อย่าอ่านตามหนังสือ

การอ่านตามหนังสือเหมือนเป็นสิ่งต้องห้าม หากไม่ต้องการให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะผู้เรียนจะรู้สึกเหมือนนั่งฟังคนอ่านหนังสือให้ฟัง ไม่ใช่นั่งฟังคนสอน ผู้เรียนจะรู้สึกว่าสามารถอ่านเองได้ และคิดว่าการสอนในครั้งนั้นไม่มีประโยชน์ จากนั้นผู้เรียนจะเมินความสนใจไปในที่สุด ทั้งยังรู้สึกเบื่อหน่ายและง่วงได้ด้วย ผู้สอนควรใช้วิธีอธิบายขยายความจากเนื้อหาที่มีในหนังสือนั้น จะเหมาะสมมากกว่าการอ่านตามหนังสือ

5.ปล่อยให้ทำแบบฝึกหัดในห้องเรียน

การให้โจทย์ระหว่างการสอนในห้องเรียน ช่วยกระตุ้นผู้เรียนได้ แต่ต้องบรรยายเนื้อหาให้ผู้เรียนเข้าใจที่มาและที่ไปของเนื้อหานั้นก่อน เมื่อเข้าใจในระดับหนึ่งแล้วก็ลองให้โจทย์และปล่อยให้ทำ ให้ผู้เรียนได้ลองผิดลองถูกตามความเข้าใจ จากนั้นก็มาเฉลยในห้องเรียนแบบละเอียด ขั้นแรกการปล่อยให้ผู้เรียนทำโจทย์ จะเป็นการกระตุ้นความคิด ทำให้ผู้เรียนไม่ง่วง และการเฉลยละเอียด ก็ช่วยกระตุ้นความคิดอีกรอบ เพราะเมื่อทำโจทย์เสร็จแล้ว ผู้เรียนย่อมอยากรู้ว่าตนเองทำถูกหรือไม่ ก็จะรอฟังเฉลยและคิดตามไปด้วย เพื่อทำความเข้าใจ 

6.เลือกใช้น้ำเสียงที่ไม่ชวนง่วง

การใช้น้ำเสียงก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ ไม่ควรเลือกใช้น้ำเสียงที่ชวนให้ง่วง โดยน้ำเสียงที่ทำให้รู้สึกง่วง ได้แก่ การใช้น้ำเสียงราบเรียบเท่ากันตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีเสียงสูงต่ำสลับ จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกเคลิ้มได้ หรือการพูดไปแบบเรื่อยๆ ไม่กระชับ หาจุดจบในประเด็นนั้นๆ ไม่เจอ ก็อาจทำให้ง่วงได้เช่นกัน ดังนั้นหากต้องบรรยาย ควรจับประเด็นเป็นเรื่องๆ มีบทนำและบทสรุปชัดเจน บวกกับใช้น้ำเสียงสูงต่ำสลับกันให้เข้ากับเนื้อหา จะช่วยให้ผู้เรียนไม่รู้สึกง่วงได้ในระดับหนึ่ง

7.ตั้งคำถามชวนคิด

ผู้สอนบางท่านเลือกใช้วิธีตั้งคำถามชวนคิดตั้งแต่เริ่มต้นชั่วโมงสอน ก่อนที่จะทำการสอนหรือเข้าสู่เนื้อหาเป็นเรื่องราว การตั้งคำถามเพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการตอบ จะช่วยกระตุ้นความคิดของผู้เรียนได้ ทั้งยังก่อให้เกิดข้อสงสัยตามมา ผู้เรียนจะร่วมกันแชร์คำตอบหลากหลายออกมา ทั้งยังรู้สึกสงสัยในคำตอบเหล่านั้น เพื่อหาคำตอบที่ถูกต้อง แล้วผู้สอนก็ค่อยๆ เฉลยในเนื้อหาการสอนไป จะทำให้ผู้เรียนมีความอยากรู้ในคำตอบและตั้งใจฟัง พร้อมทั้งคิดตามไปด้วยเพื่อทำความเข้าใจ ทำให้ไม่รู้สึกง่วง

8.เบรคบ้าง

การบรรยายต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเบื่อและอ่อนล้าได้ กลายเป็นความง่วงในที่สุด ดังนั้นระหว่างการสอนควรมีพักเบรค เพื่อให้ผู้เรียนได้ยืดเส้นยืดสาย รวมถึงได้มีโอกาสล้างหน้าล้างตา ช่วยให้รู้สึกตื่นตัวมากกว่าจะนั่งฟังบรรยายต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจให้เวลาพักเบรคสัก 10-15 นาที เพื่อให้ผู้เรียนได้ผ่อนคลาย หรือผู้เรียนที่ง่วงอาจงีบหลับในช่วงเวลานี้ได้ ก็จะช่วยให้ตื่นตัวเมื่อกลับมาเรียนอีกครั้งหลังเบรค

แน่นอนว่าการเป็นครูโรงเรียนนานาชาติหรือครูโรงเรียนไทย ต่างก็ต้องเจอกับความท้าทายคล้ายๆ กัน ดังนั้น ทั้งหมดนี้ก็เป็นหลักการเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้สอนสามารถนำไปใช้ได้ในระหว่างการสอน เพื่อไม่ให้เด็กๆ รู้สึกเบื่อหน่ายกับการเรียน ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับผู้สอนมากขึ้น การสอนก็มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นด้วย แต่สำหรับเด็กที่มีปัญหาอยู่คนเดียว และหลับในเวลาเรียนซ้ำๆ ครูผู้สอนก็ไม่จำเป็นต้องปรับตามแต่อย่างใด 

สอนออนไลน์ยังไงให้ปัง คนฟังจบไม่กด Skip

ว่ากันว่าเรียนออนไลน์มันน่าเบื่อ เพราะไม่ได้มี Reaction กันระหว่างผู้เรียนและครูผู้สอน ที่สำคัญคือไม่สามารถถามตอบได้เมื่อมีข้อสงสัย ทำให้บางคนไม่ชอบเรียนออนไลน์ เว้นแต่ผู้สอนจะทำให้รู้สึกอยากเรียนจริงๆ การเรียนการสอนออนไลน์จึงจะสัมฤทธิ์ผล ทำให้ผู้สอนออนไลน์ยุคใหม่ ถามหาเคล็ดลับกันเป็นการใหญ่ หวังให้การสอนได้รับความสนใจจากผู้เรียน ครั้งนี้ทางบทความจึงรวบรวมเอาทริคเล็กๆ น้อยๆ มาฝาก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสอนมากขึ้น ดังนี้

1.เนื้อหาต้องครบ

สำคัญที่สุดก็คือเนื้อหาต้องครบถ้วนไม่แตกต่างจากการสอนในห้องเรียนแบบ Offline โดยเฉพาะในส่วนของสาระสำคัญของเรื่องนั้น หากเนื้อหาสาระตกหล่น จะทำให้ผู้สอนขาดความน่าเชื่อถือในทันที และผู้เรียนจะจดจำในแง่ลบ หลังจากนั้นหากผู้เรียนเจอคลิปของผู้สอนปรากฏอีก อาจกด Skip ได้ง่าย ยิ่งถ้าหากเกิดการบอกต่อเป็นวงกว้าง คลิปสอนถูกกด Skip บ่อยครั้ง เครดิตผู้สอนก็จะลดลงโดยอัตโนมัติ ยิ่งถ้าหากเป็นการปล่อยคลิปบนโลกออนไลน์ในช่องทางฟรี เมื่อถูกกด Skip ในความถี่ ก็อาจมีผลต่อ SEO อีกต่างหาก

2.สไลด์ต้องดี

การสอนออนไลน์ ควรทำสไลด์ประกอบการสอน ซึ่งสไลด์ที่จัดทำขึ้น ก็ควรมีเนื้อหาที่ทำให้ผู้เรียนเข้าใจได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใส่ตัวหนังสือเยอะจนแน่น แต่สามารถสรุปมาเป็นข้อความสั้นๆ ก็ได้ หากเป็นเนื้อหายาวๆ อาจย่อเป็นข้อๆ หรือทำเป็น Bullet เพื่อให้ผู้เรียนทำความเข้าใจง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นระหว่างสอนก็ต้องอธิบายถึงเนื้อหาที่ถูกย่อเอาไว้ให้ละเอียด ไม่ควรพูดแบบย่อๆ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงเนื้อหาที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงผิวเผินเท่านั้น

3.อย่าลืมพูดคุยกับผู้เรียน

สำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ หากเป็นการสอนผ่านคลิปสอน ผู้สอนอาจต้องพูดคนเดียวกับกล้องก็จริง แต่คำพูดที่ใส่ลงไปก็อย่าลืมสื่อสารกับผู้เรียนด้วย ให้พูดคุยกับผู้เรียนระหว่างสอน โดยการระลึกไว้เสมอว่าเราไม่ได้พูดคนเดียวอยู่ แต่เป็นการพูดกับผู้เรียน พยายามเรียกสรรพนามแทนตัวผู้เรียน เช่น ทุกคน, นักเรียน, น้องๆ, เด็กๆ เป็นต้น รวมถึงสำนวนการพูดคุย ที่ไม่ใช่แค่การพูดไปตามเนื้อหาเพียงอย่างเดียว หรืออ่านตามตัวหนังสือ ที่ถึงแม้จะเป็นเนื้อหาที่ย่อมาด้วยตัวเองก็ตาม เพราะอาจทำให้ไม่เป็นธรรมชาติและแข็งทื่อ จนทำให้ผู้เรียนเบื่อหน่ายได้

4.Hi-Tech

การสอนออนไลน์ต้อง Hi-Tech ไม่ต้องมากมายแต่ก็ต้องฝึกฝนการใช้เครื่องมือเอาไว้ให้คล่องแคล่ว อย่างน้อยๆ ก็ควรเปิดสไลด์การสอนสลับกับการถ่ายทอดการเขียนบนแผ่นกระดาษได้ด้วย เพราะบางเนื้อหาอาจต้องใช้การเขียนเข้ามาช่วย หรือแม้แต่การเขียนโน๊ตลงไปในสไลด์เลย หากทำได้ก็จะช่วยให้การสอน Smooth ขึ้น การใช้เครื่องมือที่ผสมผสานกันยังทำให้ผู้เรียนเข้าใจมากขึ้นด้วย

5.คลิปประกอบต้องมา

บางเนื้อหาวิชาในการสอน สามารถใช้คลิปตัวอย่างเพื่อประกอบการสอนได้ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจมากยิ่งขึ้น หากมีการสอนผ่านออนไลน์ อย่าลืมสลับจากหน้าสไลด์ไปที่คลิปตัวอย่างต่างๆ ผู้เรียนจะรู้สึกสนใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น ช่วยให้การเรียนต่อเนื่องไม่ราบเรียบเกินไป ผู้เรียนจะมีอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อหา ไม่เบื่อหน่ายหรือไม่ล้ามากนัก จากการฟังบรรยายเพียงอย่างเดียวต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ อาจจะเป็นคลิปชวนคิด แฝงไว้ด้วยคำถามปลายเปิดเพื่อให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ตามไปด้วย หรือเป็นคลิปเหตุการณ์ตัวอย่าง ในกรณีศึกษาต่างๆ ก็ได้

6.สอนกระชับ

การสอนจำเป็นต้องให้เนื้อหาสาระสำคัญครบถ้วน แต่ก็ต้องกระชับด้วย พยายามบรรยายเนื้อหาที่เป็นแก่นสำคัญ คัดเอาแต่เนื้อๆ ไม่เน้นน้ำ เพื่อให้กระชับและเข้าใจง่าย เน้นการยกตัวอย่างก็ช่วยให้ผู้เรียนนึกภาพตามได้ง่ายขึ้น การยกตัวอย่างยังช่วยลดพื้นที่การสอนบางส่วนลงไปได้ ทำให้ไม่ต้องสิ้นเปลืองคำพูดมากนัก เพราะถูกแทนที่ด้วยกรณีตัวอย่างที่ทำให้เข้าใจมากขึ้น ช่วยให้การสอนกระชับขึ้น ผู้เรียนเข้าใจง่ายขึ้นด้วย

7.มีช่องทางให้สอบถามภายหลัง

หากการสอนออนไลน์ไม่ใช่การถ่ายทอดสด (Live) สิ่งที่ผู้เรียนหลายคนกังวลก็คือ หากเกิดข้อสงสัยขึ้นมาจะไม่สามารถสอบถามได้ ไม่สามารถคลายข้อสงสัยของตัวเองได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การสอบถามทำได้ง่ายนิดเดียว คือผู้สอนจะต้องทิ้งช่องทางการติดต่อเอาไว้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถส่งคำถามทิ้งไว้ได้ แล้วผู้สอนก็มาตามตอบคำถามทีหลังได้ด้วย เช่น Email Inbox Direct message หรือช่องทางอื่นๆ ตามความสะดวกของผู้สอน

8.ทำชีทแจกด้วยจะดีมาก

ตัวช่วยสำหรับการสอนออน์ไลน์ แนะนำให้ทำชีทแจกผู้เรียนด้วย ให้ผู้เรียนได้มีหนังสือเอาไว้เปิดตามขณะเรียน ผู้เรียนจะมีเนื้อหาอยู่ในมือให้อุ่นใจ หากต้องการจดอะไรเพิ่มเติมก็โน๊ตลงไปได้เลย ไม่ต้องนั่งจดตามทุกคำพูดหรือทุกข้อความบนสไลด์ให้เมื่อย แถมยังเสี่ยงจดตามไม่ทันอีกต่างหาก ผู้สอนอาจเอาสไลด์ที่ตัวเองทำไว้สอนอยู่แล้ว แจกเป็นไฟล์ให้ผู้เรียน โดยการอัพโหลดไว้ที่ใดสักแห่ง แล้วส่งลิงค์ให้ผู้เรียนได้ดาวน์โหลด เพื่อใช้ประกอบการเรียนได้ เมื่อชีทเรียนครบสไลด์เลิศ มีหรือที่ผู้เรียนจะกด Skip

แน่นอนว่า การสอนในห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นครูโรงเรียนนานาชาติหรือโรงเรียนไทยนั้นก็มีความแตกต่างกันรวมไปถึงวิชาที่สอนด้วย เช่นวิชาคณิตศาสตร์อาจสอนทางออนไลน์ได้ แต่วิชาวิทยาศาสตร์ที่ต้องมีการใช้อุปกรณ์เพื่อการทดลอง อาจเกิดความท้าทายได้ ทั้งหมดนี้ก็เป็นทริคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับครูผู้สอนออนไลน์ เพื่อให้การสอนนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นไม่น่าเบื่อ ช่วยให้ผู้เรียนรู้สึกสนใจเนื้อหามากขึ้น การเรียนการสอนก็มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ทั้งการสอนผ่าน Live และการสอนแบบอัดคลิปสอน แต่อย่าลืมเลือกวิธีการที่สอดคล้องกับเนื้อหาที่สอน และปรับใช้ให้เหมาะสมด้วย เพราะบางเทคนิคที่แนะนำไป ก็อาจไม่เหมาะสำหรับการสอนในเนื้อหาบางวิชา